มีเงินสำรองฉุกเฉินเท่าไหร่ ถึงจะกล้าลาออกจากงานประจำมา "ออกแบบชีวิตตัวเอง"?
ประโยคเหล่านี้มักจะแวบเข้ามาในหัวของมนุษย์เงินเดือนแทบทุกคนในค่ำคืนที่เหนื่อยล้าครับ หลายคนเลือกที่จะหักดิบ ยื่นใบลาออกทันทีโดยไม่มีแผนสำรอง ซึ่งในโลกความเป็นจริง การทำแบบนั้นมักจะนำไปสู่ความเครียดทางการเงินที่หนักหนากว่าเดิม จนสุดท้ายอาจต้องจำใจซมซานกลับไปสมัครงานประจำที่คุณไม่ได้รัก
ถ้าสโลแกนชีวิตของคุณคือการ "Design my own lifestyle" สิ่งแรกที่ต้องจำให้ขึ้นใจเลยคือ "อิสรภาพที่ไม่มีระบบเซฟตี้รองรับ... มันไม่ใช่ความอิสระ แต่ มันคือความเสี่ยง"
แล้วเราต้องมี "เบาะรองรับ" หรือ เงินสำรองฉุกเฉิน (Emergency Fund) เท่าไหร่กันแน่ ถึงจะเรียกว่าปลอดภัยพอที่จะก้าวขาออกจากตึกออฟฟิศได้อย่างมั่นใจ? วันนี้ NPmeStory มีสูตรคำนวณมาฝากครับ
1. ทำไมสูตร "3-6 เท่า" ของมนุษย์เงินเดือนทั่วไป ถึงใช้ไม่ได้กับคนที่จะลาออก?
ถ้าคุณเสิร์ชกูเกิล ตำราการเงินส่วนใหญ่จะบอกว่า "มีเงินสำรองแค่ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือนก็พอแล้ว"
นั่นคือสูตรสำหรับคนที่ "ยังมีงานประจำทำอยู่" ครับ มันถูกออกแบบมาเพื่อรองรับเหตุการณ์เช่น รถเสีย ป่วยเข้าโรงพยาบาล หรือถูกจ้างให้ออกจากงานกะทันหัน โดยคิดบนพื้นฐานที่ว่าภายใน 3-6 เดือนนั้นคุณจะหางานใหม่ที่รายได้เท่าเดิมได้
แต่สำหรับพวกเราที่กำลังจะกระโดดออกจาก Comfort Zone เพื่อมาทำธุรกิจส่วนตัว เป็นฟรีแลนซ์ หรือสร้างเส้นทางเดินของตัวเอง รายได้ในช่วงแรกมันไม่ได้มาสม่ำเสมอเหมือนเงินเดือนครับ มันอาจจะเป็นศูนย์ยาว ๆ ไปหลายเดือน หรือได้มาแบบเดือนเว้นเดือน ดังนั้น เบาะของคุณต้อง "หนาและแน่น" กว่าคนปกติ
2. สูตรคำนวณเงินสำรองฉุกเฉินฉบับ "คนอยากเลือกทางเดินเอง"
เพื่อให้คุณไม่อดตายและไม่ต้องเครียดจนสมองตื้อ (เพราะความเครียดเรื่องเงินจะทำลายความคิดสร้างสรรค์ในการทำธุรกิจ) แนะนำให้แบ่งเงินสำรองออกเป็น 2 กอง ดังนี้ครับ:
กองที่ 1: Survival Fund (เงินเพื่อการอยู่รอด 6-12 เดือน)
คิดจาก "ค่าใช้จ่ายฐานรากที่จำเป็นต้องจ่ายจริง ๆ ในแต่ละเดือน" (เช่น ค่ากิน, ค่าเดินทาง, ค่าน้ำค่าน้อย, ค่าคอนโด/บ้าน, หนี้สินที่จำเป็น) คูณด้วย 6 ถึง 12 เดือน
ตัวอย่าง: ค่าใช้จ่ายขั้นต่ำของคุณคือ 20,000 บาท/เดือน หากตั้งเป้าที่ 12 เดือน คุณต้องมีเงินกองนี้ 240,000 บาท เงินก้อนนี้ห้ามนำไปลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงเด็ดขาด ให้เก็บไว้ในบัญชีเงินฝากดิจิทัลที่ถอนง่ายและได้ดอกเบี้ยสูง
กองที่ 2: Business Seed Fund (เงินทุนหมุนเวียนธุรกิจ)
แยกต่างหากจากค่ากินคู่อยู่! มันคือเงินที่คุณจะใช้สำหรับลงทุนกับระบบ เครื่องมือ หรือต้นทุนสินค้าในช่วงเริ่มต้น เช่น ค่าโดเมนเนม, ค่าซอฟต์แวร์ระบบหลังบ้าน, หรือค่าโฆษณา โดยคำนวณว่าใน 6 เดือนแรก ธุรกิจที่คุณจะทำต้องใช้เงินหล่อเลี้ยงเท่าไหร่
3. สรุป: เงินพร้อม = ใจพร้อม
ถ้าคุณรวมเงินทั้ง 2 กองนี้แล้วพบว่ามีครบ นั่นแหละคือเวลาที่ "ความกล้า" ของคุณจะมีรากฐานที่แข็งแกร่ง คุณจะก้าวเดินออกไปพร้อมกับความรู้สึกมั่นคง ไม่ใช่ความรู้สึกหวาดระแวง
อย่าลืมนะครับว่า เป้าหมายของเราคือการไม่ต้องกลับไปทำงานในระบบที่เราไม่ชอบอีก ดังนั้น การเตรียมตัวให้ช้าลงอีกนิด เพื่อสร้างฐานให้แน่นขึ้นอีกหน่อย จะช่วยให้การลาออกครั้งนี้เป็นการลาออก "ครั้งสุดท้าย" ในชีวิตของคุณครับ
การลาออกจากงานประจำมาออกแบบชีวิตตัวเอง (Design my own lifestyle) จำเป็นต้องมี "ระบบเซฟตี้" หรือเงินสำรองฉุกเฉินที่หนากว่าสูตรพนักงานประจำทั่วไป เนื่องจากรายได้ในช่วงแรกมีความไม่แน่นอนสูง โดยแนะนำให้แบ่งเงินสำรองออกเป็น 2 กอง คือ Survival Fund (เงินเพื่อการอยู่รอด 6-12 เดือน ของค่าใช้จ่ายจำเป็นจริง ๆ เพื่อประคองชีวิตไม่ให้เครียด) และ Business Seed Fund (เงินทุนหมุนเวียนธุรกิจสำหรับค่าระบบหรือเครื่องมือทุ่นแรงในช่วง 6 เดือนแรก) เพื่อให้การก้าวออกจาก Comfort Zone ครั้งนี้เป็นการลาออกครั้งสุดท้ายที่มีรากฐานมั่นคงอย่างแท้จริง
[ แจกตัวช่วยอุดรอยรั่วฟรี ] สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากลองเริ่มต้นจับตาดูเส้นทางการเงินของตัวเอง เพื่อไม่ให้ตกเป็นทาสของระบบเงินเฟ้อตามไลฟ์สไตล์ NPmeStory ได้ทำ "Template Google Sheets บันทึกรายจ่ายและวิเคราะห์พฤติกรรมการเงินอัตโนมัติ" ไว้ให้เรียบร้อยแล้วครับ ใช้งานง่าย

Comments
Post a Comment