Lifestyle

วิเคราะห์บ้านๆ

รีวิว Gadget

Latest Updates

#NPLIFESTYLE รีวิว Dragon Quest Your Story บน Netflix


ผมนี่เป็นหนึ่งในแฟนตัวยงของ Dragon Quest เลยครับ พอได้เห็นตัวอย่างของ "Your Story" ผมนี่กรี๊ดสาวแตกเลย 😂

Your Story เป็นการนำเอา Dragon Quest ภาค 5 มาสร้างเป็นอนิเมชั่น เนื้อหาภาคนี้จะโยงเป็น 3 รุ่นกันเลยทีเดียว ตั้งแต่ตัวพ่อ ตัวเอก และลูก เป็นเนื้อหาที่ค่อนข้างยาวแล้วมีความซับซ้อนตามแบบฉบับของ Role Playing Game หรือ RPG (ยุคผมเขาเรียกว่าเกมภาษา ใครเข้าใจศัพท์นี้ถือว่าเราอยู่ในยุคเดียวกัน)

จากที่ได้ดูมา ตัวโปรดักชั่นทำออกมาได้โอเคนะ ภาพสวยดี งานส่วนนี้ให้ผ่านครับ แต่ในส่วนของเนื้อหา เนื่องจากหนังมีความยาวแค่ 1 ชั่วโมง 42 นาที ทำให้เนื้อหาอันมากมายของเกมๆนี้ถูกบีบให้อยู่ภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วมองว่ามันควรจะอยู่ในรูปแบบของซีรีส์มากกว่าที่จะเป็นหนังตอนเดียวจบแบบนี้ แถมตอนจบนี่แอบเกินความคาดหมายไปนิด เอาจริงๆแอบเสียดายนะครับ หากมันออกมาเป็นรูปแบบซีรีส์ บอกเล่าเรื่องราวให้ละเอียดกว่านี้อีกหน่อย ให้เห็นถึงความพยายามของตัวเอกที่ต้องฟันฝ่าอะไรต่ออะไรจนตัวเองแข็งแกร่งขึ้นถึงระดับใกล้เคียงกับบอสตัวร้าย ... ท่าจะอินมากไปหน่อย ก็แค่นี้แหละครับ

อาดิดาส เปิดตัวรองเท้าวิ่งระยะไกลที่เร็วที่สุดตลอดกาล “อาดิซีโร่ โปร” พร้อมทะยานสู่ตำแหน่ง “เจ้าความเร็วแห่งทศวรรษใหม่”

8:50 PM
PR

อาดิดาส เปิดตัว “อาดิซีโร่ โปร” (adizero Pro) รองเท้าวิ่งระยะไกลที่พัฒนาขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำสมัยเพื่อการวิ่งระยะไกลด้วยความเร็วสูงสุด โดยนอกจากรองเท้าคู่นี้จะเป็นการฉลองครบรอบ 70 ปีที่อาดิดาสได้สร้างสรรค์เทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้งนับตั้งแต่ผลิตรองเท้าวิ่งขึ้นมาเป็นคู่แรกแล้ว อาดิซีโร่ โปร ก็ยังถูกสร้างขึ้นเพื่อที่จะมาสานต่อความสำเร็จในการบันทึกสถิติโลกของตระกูลรองเท้าวิ่งระดับตำนานของอาดิดาสอย่าง “อาดิซีโร่” ที่ได้สร้างสถิติใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าในช่วงระหว่างปี 2008 – 2018 นอกเหนือจากนี้ อาดิซีโร่ โปร ยังเป็นรองเท้าวิ่งที่อยู่บนจุดสูงสุดของตระกูลอาดิซีโร่ ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของนักวิ่งมาราธอนระดับโลกทุกประการ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้นักวิ่งทุกคนที่สวมใส่รองเท้าคู่นี้สามารถพิชิตเป้าหมายและทำเวลาที่ดีที่สุดของตัวเอง (Personal Best) อีกด้วย

สำหรับคอนเซ็ปต์ในการออกแบบรองเท้าวิ่งอาดิซีโร่ โปร นั้นก็คือการพิชิตขีดจำกัดแห่งศักยภาพของนักวิ่งโดยเฉพาะ เช่นเดียวกับจุดเริ่มต้นของตระกูลรองเท้าวิ่งในตำนานอย่างอาดิซีโร่ที่เกิดขึ้นในปี 2008 โดย เฮล เกบเซลาสซี่ ที่สามารถทำลายสถิติมาราธอนระดับโลกด้วยการเป็นนักวิ่งคนแรกที่สามารถทำเวลาได้เร็วกว่า 2 ชั่วโมง 4 นาที ถือเป็นการประกาศกร้าวให้โลกใบนี้ได้ตระหนักถึงประสิทธิภาพอันไร้ที่ติของรองเท้าวิ่งอาดิซีโร่ อาดิโอส 1 (adizero Adios 1) โดยหลังจากนั้นในช่วงเวลา 10 ปีต่อมา รองเท้าวิ่งในตระกูลอาดิซีโร่ก็ยังคงเดินหน้าสร้างสถิติโลกใหม่อย่างไม่จบสิ้นเลยทีเดียว

สำหรับอาดิซีโร่ โปร นั้นไม่เพียงแต่เป็นรองเท้าวิ่งที่อยู่บนจุดสูงสุดแห่งประวัติศาสตร์แล้ว แต่ยังเป็นนวัตกรรมแห่งยุคใหม่เพื่อความสมบูรณ์แบบ ซึ่งเกิดจากการผสมผสานอันลงตัวระหว่างชีวกลศาสตร์และการทดสอบการใช้งานโดยนักวิ่งระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น จอยซิลีน เจปคอสเก, เอมอส คิปรูโต, อัลเบิร์ต โคเรียร์ หรือแม้กระทั่ง แมรี่ เคทานี นักวิ่งเจ้าของสถิติมาราธอนระดับโลก ที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนารองเท้าด้วยตัวเองอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ทีมออกแบบของอาดิดาสยังได้เชิญเพื่อนร่วมฝึกซ้อมของเธอที่เมืองอิเทน ประเทศเคนย่า มาร่วมแบ่งปันข้อมูลที่สำคัญหลังจากได้ทดลองใช้งานรองเท้ารุ่นโปรโตไทป์ในระยะ 20 ไมล์ บนความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 2,400 เมตรอีกด้วย




ส่วนขั้นตอนในการสร้างรองเท้าวิ่งอาดิซีโร่ โปร นั้นเกิดจากความร่วมมือกันระหว่างทีมวิศวกรและทีมออกแบบของอาดิดาส ที่ได้แสดงความมุ่งมั่นตั้งใจจริงในการทำงานร่วมกับ มิสเตอร์โอโมริ ยอดปรมาจารย์นักออกแบบรองเท้าชาวญี่ปุ่นที่ได้ร่วมงานกับอาดิดาสมาเป็นเวลา 20 ปี โดยที่เขาได้ใช้เวลานานกว่าหลายเดือนในการออกแบบรองเท้าด้วยสูตรเฉพาะตัว นั่นก็คือ การออกแบบรองเท้าจากภายในสู่ภายนอก เพื่อให้ส่วนโค้งต่างๆ ของตัวรองเท้าสามารถปรับเข้ากับรูปเท้าได้อย่างแนบเนียน รวมถึงบรรจงเลือกวัสดุในการผลิตที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้รองเท้าวิ่งคู่นี้มีทั้งความสวยงามและความกระชับที่สบายเท้าที่สุด จนในที่สุดก็ได้ออกมาเป็นรองเท้าวิ่งอาดิซีโร่ โปร ที่เกิดจากการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างนวัตกรรมอันสุดล้ำและผลงานศิลปะชิ้นเอกนั่นเอง








เพื่อเป็นการสานต่อตำนานรองเท้าวิ่งจอมพิชิตสถิติโลกอย่าง อาดิดาส อาดิซีโร่ อาดิโอส ให้ดียิ่งขึ้นไปอีกระดับ อาดิซีโร่ โปร จึงถูกปรับโฉมใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ผู้สวมใส่สัมผัสได้ถึงน้ำหนักที่เบา ความรู้สึกสบายเท้าในทุกสภาพอากาศ สามารถทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงสุด ช่วยรองรับแรงกระแทกได้อย่างยอดเยี่ยม และมีความทนทานในการใช้งานสูง ซึ่งคุณสมบัติทั้งหมดที่ว่ามานี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่นักวิ่งทุกคนต้องการจากรองเท้าวิ่ง โดยสุดยอดเทคโนโลยีของอาดิซีโร่ โปร มีดังต่อไปนี้

+ แผ่นคาร์บอน Multidirectional CARBITEX – มอบความยืดหยุ่นในทุกจังหวะที่เท้าสัมผัสกับพื้น พร้อมแรงดีดที่จะส่งพลังขับเคลื่อนให้ก้าวไปข้างหน้าโดยใช้พลังงานน้อยที่สุด

+ พื้นรองเท้าแบบ LIGHTSTRIKE และ BOOST – ไลท์สไตรค์ ถือเป็นนวัตกรรมพื้นรองเท้าแบบใหม่ที่มีน้ำหนักเบาและรองรับแรงกระแทกได้อย่างยอดเยี่ยมในขณะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุด ซึ่งจะทำงานร่วมกับเทคโนโลยีบูสท์ที่บริเวณส้นเท้า โดยนอกจากจะช่วยให้ความรู้สึกสบายแล้ว ยังช่วยคืนพลังงานให้ในทุกย่างก้าวและในทุกสภาพอากาศอีกด้วย

+ CELERMESH แบบชั้นเดียว – ตัวรองเท้าวิ่งคู่นี้ทำจากวัสดุที่มีความบางที่สุดในบรรดาวัสดุแบบผ้าตาข่ายของอาดิดาสเลยทีเดียว ซึ่งจะช่วยมอบความรู้สึกกระชับพอดีแก่เท้าของผู้สวมใส่และสัมผัสได้ถึงความเร็วสูงเลยทีเดียว

+ QUICKSTRIKE DSP และ ยาง CONTINENTAL – พื้นรองเท้าชั้นนอก DSP แบบฝังตัวกับพื้นรองเท้ามีน้ำหนักเบา มอบความยืดหยุ่น และความทนทานสำหรับการวิ่งบนพื้นถนนและการวิ่งบนคอร์ท เมื่อรวมกับยางคอนทิเนนทอลก็จะช่วยให้เกิดการยึดเกาะที่ยอดเยี่ยมในทุกสภาพอากาศและพื้นผิวทุกรูปแบบด้วยเช่นกัน

อัลเบอร์โต้ อันชินี มังกาเนลลี ผู้จัดการทั่วไปของอาดิดาส รันนิ่ง ได้กล่าวว่า “ความเร็วนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในดีเอ็นเอของพวกเราทุกคนอยู่แล้ว ที่ผ่านมาเราได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับนักกีฬาอย่างต่อเนื่อง สังเกตได้จากการพิชิตสถิติมาราธอนระดับโลกช่วงระยะเวลา 10 ปีตั้งแต่ปี 2008 จนถึงปี 2018 ซึ่งเราเองก็มีความตั้งใจที่จะมอบสิ่งที่พิเศษที่สุดลงในรองเท้าวิ่งอาดิซีโร่ โปร เพราะนี่คือรองเท้าวิ่งที่อยู่ ณ จุดสูงสุดของตระกูลอาดิซีโร่ และนับเป็นรองเท้าวิ่งที่เร็วที่สุดของอาดิดาสอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ความภาคภูมิใจของเรานั้นไม่ได้อยู่ที่ผลิตภัณฑ์ที่เราได้มอบให้กับนักกีฬาระดับโลกที่มีจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น แต่ผลงานของเรายังได้ช่วยมอบพลังและความสามารถให้กับนักวิ่งอีกหลายต่อหลายคนอีกด้วย หากคุณได้ลองสังเกตที่รองเท้าของนักกีฬาระดับอาชีพ ผู้ที่ยืนตระหง่านอยู่บนแท่นรับรางวัลของงาน นิวยอร์ก มาราธอน เมื่อปีก่อน หรือการแข่งขันชิงแชมป์โลกที่โดฮา นี่แหละคือสิ่งที่ลูกค้าของเราจะได้รับจากการซื้อรองเท้าของเรา และนั่นก็คือ ความเร็วแรงที่พุ่งทะยานออกมานับตั้งแต่เปิดฝากล่องรองเท้าเลยทีเดียว”


ด้าน แมรี่ เคทานี เจ้าของสถิตินักวิ่งมาราธอนระดับโลกและนักกีฬาของอาดิดาส ได้กล่าวเสริมว่า “สิ่งเดียวที่คุณต้องรู้ในวันแข่งขันก็คือ สิ่งที่คุณกำลังสวมใส่อยู่ในขณะนั้นคือสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อที่คุณจะได้ตั้งสมาธิอยู่กับการวิ่งเท่านั้น สำหรับฉันแล้ว อาดิซีโร่ โปร ได้มอบสิ่งที่ฉันต้องการเป็นอย่างมาก นั่นก็คือ ความสงบทางจิตใจ เพื่อที่ฉันจะได้ปล่อยวางสิ่งต่างๆ รอบตัวออกไปทั้งหมดและมองไปข้างหน้า และในทุกๆ ครั้งที่ฉันได้ใส่รองเท้าคู่นี้ ฉันสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงน้ำหนักที่เบา ความเร็ว และความรู้สึกสบายเท้า ได้ตลอดเวลาการแข่งขันอันเข้มข้นเลยค่ะ”

รองเท้าวิ่งอาดิซีโร่ โปร จะวางจำหน่ายในจำนวนจำกัดที่ราคา 6,800 บาท ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2563 ที่ อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์, อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ สยามพารากอน, อาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ https://www.adidas.co.th/ และร้านอาริ รันนิ่ง คอนเซ็ปต์ สโตร์

รีวิวหนังสือ ความสำเร็จที่แถมมาด้วยความสุข


คนเราส่วนใหญ่มักจะมีความคิดที่ว่า ลำบากในวันนี้เดี๋ยวเราจะได้ไปมีความสุขในวันข้างหน้า หรือเมื่อเราถึงเป้าหมาย ก็ฟังดูมีเหตุมีผลนะครับ แต่จะดีกว่ามั้ยถ้าเรามีความสุขในระหว่างการเดินทางเพื่อถึงเป้าหมาย หนังสือ "ความสำเร็จที่แถมมาด้วยความสุข" เล่มนี้จะมาบอกแง่คิดในการหา/สร้างความสุขในระหว่างการเดินทาง

"ทุกวันคือวันสำคัญที่กำลังนำคุณไปสู่จุดหมาย ทำไมไม่ทำให้ทุกวันมีความหมาย เป็นการสะสมประสบการณ์ให้ถึงจุดหมายได้เร็วขึ้น"

ประโยคข้างต้นนี้เป็นประโยคที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้บนหน้าปกของหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนเขากำลังชวนให้เรามามีความสุขในแต่ละวันกัน โดยเนื้อหาในเล่มจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลักๆ และในแต่ละส่วนหลักจะมีหลายบทย่อยอีกที ซึ่งเป็นการเขียนสไตล์ญี่ปุ่น อ่านง่าย ย่อยง่าย

ผู้เขียนจะเน้นไปเรื่องการทำงาน (โดยเฉพาะในที่ทำงาน) โดยจะให้แง่คิดในการทำงานเอาไว้เยอะ เพื่อให้เรามีความสุขในการทำงาน เพราะหากเรารักในสิ่งที่เราทำ ก็เท่ากับเรามีวันที่เราจะมีความสุขเพิ่มขึ้นมาอีก 5 วันเลยทีเดียว และยังจะมีพลังในการสร้างสรรค์ความคิดใหม่ๆได้อีกด้วย


ชี้เป้าสั่งซื้อหนังสือ

SE-ED >> คลิก
Kinokuniya >> คลิก (ตอนนี้เห็นที่ Kino ถูกกว่านะ)

====================================

ว่ากันถึงผู้เขียน

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้คือ "คุณสุริพงษ์ ตันติยานนท์" เจ้าของเพจ "Pete's Philosophy"

ประสบการณ์ทำงาน
ปัจจุบัน - ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย

ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ - ธนาคารไทยพาณิชย์
ผู้อำนวยการผลิตภัณฑ์บัตรเครดิต - ธนาคารไทยพาณิชย์
ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด - ธนาคารซิตี้แบงก์
Account Manager 0 Lowe Lintas Thailand

ซัมซุง เตรียมพร้อมก้าวสู่โลกแห่งอนาคต นำเสนอสุดยอดนวัตกรรมจาก โครงการ “C-Lab Inside” และสตาร์ทอัป “C-Lab Outside” ที่งาน CES 2020

7:50 AM

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ประกาศแสดง 5 สุดยอดโครงการนวัตกรรมจาก C-Lab Inside รวมไปถึงผลิตภัณฑ์จาก 4 สตาร์ทอัปโดย C-Lab Outside ที่งานคอนซูเมอร์ อิเล็กทรอนิกส์ โชว์ ประจำปี 2563 (CES 2020) มหกรรมที่รวบรวมเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกมาไว้ในที่เดียว

“เราสนับสนุน C-Lab ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่แสดงออกถึงเทรนด์ล่าสุดของตลาดและความต้องการของลูกค้า ซึ่งเราจะจัดแสดงทั้งโครงการและสตาร์ทอัปที่น่าสนใจจาก C-Lab ในนิทรรศการระดับโลกต่างๆ” คุณอินกุก ฮาน รองประธานและหัวหน้าศูนย์นวัตกรรมสร้างสรรค์ ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ กล่าว


จากโครงการ C-Lab Inside สู่ความสำเร็จเกินความคาดหมาย

C-Lab Inside คือโครงการบ่มเพาะธุรกิจซึ่งสนับสนุนและส่งเสริมไอเดียนวัตกรรมของพนักงานซัมซุง โดยโครงการนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2555 โดยโครงการจาก C-Lab Inside ที่นำมาเปิดตัวเป็นครั้งแรกในงาน CES ปีนี้ เน้นไปที่การส่งมอบความสะดวกสบายและการสร้างสุขภาพที่ดี ไม่ว่าจะเป็น SelfieType โซลูชันแป้นพิมพ์เสมือนจริงโดยใช้กล้องหน้า Hyler ปากกาเน้นข้อความอัจฉริยะที่สามารถแปลงตัวอักษรบนกระดาษให้เป็นตัวอักษรดิจิตอล Becon โซลูชันดูแลหนังศีรษะและป้องกันผมร่วงด้วยตนเองจากที่บ้าน SunnySide แสงแดดประดิษฐ์ในรูปทรงหน้าต่าง และ Ultra V เซนเซอร์ตรวจจับแสงอัลตราไวโอเลต

นับตั้งแต่เริ่มจัดตั้งโครงการ ปัจจุบันมีโครงการภายใต้ C-Lab กว่า 40 โครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนเต็มจำนวนและตั้งตัวแยกออกมาเป็นบริษัทสตาร์ทอัป ซึ่งในงานครั้งนี้ ได้มี 8 บริษัท ซึ่งประกอบไปด้วย Linkflow, Welt, Linkface, Lululab, Mopic, Monit, AnaloguePlus, และ Luple นำผลงานนวัตกรรมล่าสุดของตนเองมาจัดแสดง เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตที่มากขึ้น ซึ่ง Linkface ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่โดดเด่นมากที่สุด จากการได้รับการเสนอชื่อรับรางวัลนวัตกรรมดีเด่นประจำงาน CES 2020 ด้วยการนำเสนอหูฟัง “Dear” ที่มาพร้อมกับเซนเซอร์ตรวจจับสัญญาณชีวภาพเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียการได้ยินในเด็ก


รายละเอียดของโครงการ C-Lab Inside



SelfieType คือ คีย์บอร์ดเสมือน (Virtual Keyboard) ที่ทำงานด้วยการใช้กล้องหน้าของสมาร์ทโฟน ผสานเข้ากับการใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของนิ้วมือให้เป็นตัวอักษร ตามตำแหน่งของแป้นพิมพ์ ‘เควอร์ที’ (QWERTY keyboard) โดย SelfieType สามารถประยุกต์ใช้ได้กับอุปกรณ์ที่หลากหลาย เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และแล็ปท็อป โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริม




Hyler คือ ปากกาเน้นข้อความอัจฉริยะ (Smart highlighter) ที่เปลี่ยนข้อความบนหน้ากระดาษให้เป็นตัวอักษรในอุปกรณ์ดิจิตอลเพียงแค่ไฮไลท์ข้อความ โดยผู้ใช้ยังสามารถใช้อุปกรณ์นี้จัดเก็บข้อมูลจากหน้ากระดาษเพื่อจัดการข้อมูลภายหลังผ่านแอปพลิเคชัน รวมถึงการค้นหาข้อมูลโดยตรงผ่านโหมด “search” ใน Hyler ด้วยอ้างอิงจากเครื่องมือค้นหาและพจนานุกรมที่เชื่อมต่ออยู่กับ Hyler




Becon คือ บริการดูแลหนังศีรษะเพื่อป้องกันผมร่วง พร้อมการแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหาโดยอ้างอิงจากผลการวิเคราะห์สภาพหนังศีรษะของแต่ละบุคคล โดย Becon จะประกอบด้วยอุปกรณ์พกพาที่ทำงานร่วมกับแอปพลิเคชัน โดยเครื่องมือนี้จะทำการวิเคราะห์หนังศีรษะแบบเรียลไทม์ได้ถึง 10 ด้าน ทั้งในด้านความหนาแน่นของเส้นผม เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว (Dead skin) ความบอบบางของผิว อุณหภูมิและความชื้น ด้วยการวิเคราะห์จากอัลกอริทึม Machine Learning โดยตัวเครื่องจะแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหาหนังศีรษะที่ดีที่สุดหลังจากการประเมินผลวิเคราะห์ พร้อมทั้งยังสามารถแสดงถึงการพัฒนาของหนังศีรษะผ่านทางแอปพลิเคชันได้อีกด้วย




SunnySide คือ อุปกรณ์ให้แสงสว่างที่มาในรูปร่างคล้ายหน้าต่าง โดยสามารถสร้างแสงแดดจำลอง ซึ่งทำให้ผู้ใช้เพลิดเพลินไปกับแสงแดดที่เปลี่ยนไปตามแต่ละช่วงเวลาของวัน ผ่านการจำลองสเปกตรัมของแสงอาทิตย์จริง รวมถึงยังช่วยให้ผู้ใช้สามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้จากภายในบ้านหรือที่ใดก็ตามที่มีแสงแดดไม่เพียงพอ โดยไม่ต้องกังวลว่าแสงแดดจะทำร้ายผิว โดย Sunnyside สามารถติดตั้งได้อย่างง่ายดายคล้ายกับการติดตั้งภาพแขวนผนัง




Ultra V คือ เซนเซอร์ชนิดใหม่ที่มาพร้อมการบันทึกแสงอัลตราไวโอเลตในแต่ละวัน โดยตัวเซนเซอร์มีตัวรับที่มีมุมกว้างที่ทำให้ง่ายต่อการติดตั้งเข้าไปในอุปกรณ์สวมใส่ต่างๆ ด้วย Ultra V ผู้ใช้งานจะสามารถตรวจสอบและจัดการสภาพผิว รวมถึงปริมาณการผลิตวิตามิน D ของผิวที่ได้สัมผัสกับรังสียูวีจากแสงอาทิตย์


4 สตาร์ทอัปสุดโดดเด่น แห่ง C-Lab Outside

ครั้งแรกกับการนำเสนอ 4 สตาร์ทอัปจาก C-Lab Outside พร้อมกับเหล่าโครงการจาก C-Lab Inside ภายในงาน CES นับตั้งแต่การก่อตั้ง C-Lab Outside ขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนตุลาคม ปี 2561 ในฐานะโครงการที่ช่วยผลักดันอีโคซิสเต็มสำหรับสตาร์ทอัป และสร้างตำแหน่งงานด้านเทคโนโลยีให้มากขึ้นในประเทศเกาหลีใต้ พร้อมเป็นการขยายการสนับสนุนด้านไอเดียและนวัตกรรมภายนอกเครือข่ายของซัมซุง โดยสตาร์ทอัปที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการ C-Lab Outside จะได้รับการสนับสนุนทั้งด้านการเงิน การร่วมมือทางธุรกิจ และโอกาสในการนำเสนอผลงานบนเวทีระดับโลกเคียงข้างซัมซุง



รายละเอียดของสตาร์ทอัป C-Lab Outside



Circulus (http://pibo.circul.us) ได้จัดแสดงหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หรือหุ่นยนต์เคลื่อนไหวคล้ายมนุษย์ ที่มีชื่อว่า ‘piBo’ ซึ่งเหมาะสำหรับบ้านที่มีการอยู่อาศัยคนเดียวหรือครอบครัวขนาดเล็ก (single-person households) โดย piBo สามารถให้ใช้งานได้อย่างหลากหลาย ทั้งการสนทนาทั่วไป ข่าว สภาพอากาศ ผลการค้นหาต่างๆ พร้อมทั้งยังสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ผ่านการวิเคราะห์อารมณ์จากการแสดงออกทางใบหน้า และเนื้อหาของการสนทนา พร้อมสื่อสารกลับด้วยวิธีการที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นทางคำพูด เสียงเพลง และการเต้น โดยผู้ใช้สามารถเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ โดยดาวน์โหลดจากสโตร์ได้




FITT (http://www.fitt.kr) คือแพลตฟอร์มการบันทึกสุขภาพส่วนบุคคล (PHR – Personal Health Record) เพื่อเก็บข้อมูลทางสุขภาพจากการทดสอบทางร่างกาย (Exercise test) 3 รูปแบบคือ การทำงานของหัวใจและปอด ท่าทาง และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ  โดยหลังจากการทดสอบ ผู้ใช้งานจะได้รับโปรแกรมออกกำลังกายเฉพาะบุคคลที่เหมาะสมกับสุขภาพของผู้ใช้งานในปัจจุบันโดยเปรียบเทียบกับผู้ใช้อื่นในช่วงอายุและเพศเดียวกัน นอกจากนี้ FITT ยังช่วยคาดการณ์โอกาสที่จะเกิดโรคในอนาคต เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น รวมไปถึงแนะนำโปรแกรมออกกำลังกายที่เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้อีกด้วย




Vtouch (http://vtouch.io/) ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ โดยไม่ต้องสัมผัส ผ่านการตรวจจับสายตาและปลายนิ้วมือของผู้ใช้งาน ด้วยสิทธิบัตรคอมพิวเตอร์วิทัศน์หรือการวิเคราะห์ภาพนิ่ง (Computer vision) และซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ที่่เลียนแบบการทำงานของระบบโครงข่ายประสาทในสมองมนุษย์ (Deep-learning technology) โดย Vtouch สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น รถยนต์อัจฉริยะ บ้านอัจฉริยะ หรือป้ายอัจฉริยะ เป็นต้น




Smoothy (https://smoothy.co/) คือ แอปพลิเคชันวิดีโอแชทเป็นกลุ่มที่สามารถใช้งานได้พร้อมกันสูงสุดถึง 8 คน ซึ่งสิ่งที่ทำให้ Smoothy แตกต่างจากแอปพลิเคชันอื่น คือ วิดีโอแชทจะถูกตั้งค่าเป็นโหมดงดการสนทนา (Silent mode) ยามเมื่อต่อสายครั้งแรก เพื่อให้ผู้ใช้สามารถรับสายได้ทุกที่ทุกเวลาที่ต้องการ นอกจากนี้ Smoothy ยังสามารถใช้ Samsung AR Emoji ได้ในระหว่างการสนทนา ซึ่งเมื่อผู้ใช้ได้สร้างอวตารของตัวเองแล้ว AR Emoji จะสามารถแสดงสีหน้าและท่าทางของผู้ใช้ได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะทำให้วิดีโอแชทสนุกมากขึ้น

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ เผยวิสัยทัศน์ทศวรรษแห่งนวัตกรรม ภายใต้ธีม ‘Age of Experience’ ในงาน CES 2020

9:54 PM
ซัมซุงนำเสนอสุดยอดนวัตกรรมล้ำสมัยในงาน CES 2020 ทั้งเทคโนโลยีและประสบการณ์ที่คำนึงถึงผู้ใช้ศูนย์กลาง ผ่านหุ่นยนต์เพื่อการดูแลส่วนบุคคล บ้านแห่งอนาคตด้วยพลัง AI และเมืองอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย IoT และ 5G


มร. คิม ฮยอน ซอก ประธานและหัวหน้าส่วนซัมซุง คอมซูมเมอร์อิเลคโทรนิคส์

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ประกาศการก้าวเข้าสู่ ‘Age of Experience’ ทศวรรษแห่งนวัตกรรมที่คำนึงถึงผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ซึ่งรวมเอาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อสร้างประสบการณ์ส่วนบุคคลที่มอบความสะดวกสบาย สนุกสนาน และมีความหมายมากกว่าที่เคย ณ งานคอนซูเมอร์ อิเล็กทรอนิกส์ โชว์ ประจำปี 2563 (CES 2020) ณ ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา

‘Age of Experience’ คือยุคแห่งประสบการณ์ที่จะเข้ามาเปลี่ยนทุกวิธีการที่เราดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น วิธีการในการดูแลตนเองและครอบครัว วิธีการปรับแต่งบ้านเพื่อให้เข้ากับความต้องการของแต่ละบุคคล หรือแม้กระทั่งวิธีการสร้างเมืองอัจฉริยะที่มีความปลอดภัยและยั่งยืน ผ่านการนำเสนอความก้าวหน้าล่าสุดในด้านหุ่นยนต์อัจฉริยะ (Intelligent robotics) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยี 5G และ Edge Computing โดยในครั้งนี้ ซัมซุงได้จัดแสดงให้เห็นถึงภาพรวมของอนาคตอันใกล้ที่ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะมารวมตัวกันเพื่อมอบประสบการณ์ที่เข้าถึงผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี



“ในยุคแห่งอนาคต เราจำเป็นต้องพิจารณาถึงพื้นที่ที่เรามีอยู่ใหม่อีกครั้ง เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการที่หลากหลายและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเรา” มร. คิม ฮยอน ซอก ประธานและหัวหน้าส่วนซัมซุง คอมซูมเมอร์อิเลคโทรนิคส์ กล่าว “สิ่งที่ทำให้แนวคิดของซัมซุงมีความแตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ คือการที่เรามีปรัชญาในการดำเนินงานที่แน่ชัดเพื่อสร้างนวัตกรรมที่มีผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง เราต้องการสร้างนวัตกรรมขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนให้ดียิ่งขึ้น”

อีกขั้นของการดูแลเฉพาะบุคคล (The Next Level of Personal Care)

หัวใจหลักของวิสัยทัศน์ที่มีผู้ใช้เป็นศูนย์กลางของซัมซุง คือการดูแลเฉพาะบุคคล เพื่อสร้างสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี พร้อมตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกัน โดยภายในงาน ได้มีการแนะนำ ‘บอลลี่ (Ballie)’ หุ่นยนต์รูปทรงกลมขนาดเล็กที่กลิ้งได้ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่เปรียบเสมือนเพื่อน (life companion) ที่พร้อมเข้าใจ สนับสนุน และคอยช่วยเหลือผู้ใช้งานในการจัดการทุกอย่างภายในบ้าน จากความสามารถในการประมวลผล AI ผ่านเครื่องได้โดยตรง (On-Device AI)

ซัมซุงเล็งเห็นว่าความสามารถในการประมวลผล AI ผ่านเครื่องได้โดยตรง (On-Device AI) เป็นศูนย์กลางในการมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคลที่แท้จริง โดยเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมข้อมูล พร้อมปกป้องความเป็นส่วนตัว ในขณะที่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล (Personalization)

นอกจากนี้ ซัมซุงยังได้จัดแสดงโซลูชันด้านสุขภาพเฉพาะบุคคลขั้นสูง จากการร่วมมือกับ Kaiser Permanente ในการพัฒนาโซลูชันเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจเสมือนจริงที่บ้าน ผ่านการจับคู่ซัมซุง สมาร์ทวอทช์ และสมาร์ทโฟนเข้าด้วยกันและเชื่อมต่อด้วยบลูทูธ พร้อมให้แอปพลิเคชัน Heartwise ของซัมซุง คอยทำการแจ้งเตือนไปยังผู้ป่วยเพื่อให้ออกกำลังกาย ก่อนจะรวบรวมข้อมูลกิจกรรม อัตราการเต้นของหัวใจของผู้ป่วย และอัปโหลดผ่านสมาร์ทโฟนโดยอัตโนมัติไปยังแพทย์ผู้ดูแล เพื่อให้สามารถติดตามความคืบหน้าของผู้ป่วยและมีส่วนรวมกับพวกเขาได้ ซึ่งในอนาคตข้างหน้าซัมซุงจะยังคงพัฒนาโซลูชันการดูแลสุขภาพที่เน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลางซึ่งตอบสนองความต้องการเฉพาะของบุคคลมากยิ่งขึ้น


บ้านที่ออกแบบมาเพื่อคุณเท่านั้น (A Home Tailored to You)

ขอบเขตเชิงพื้นที่ของโลกทางกายภาพ (physical world) และโลกทางดิจิตอล (digital world) กำลังเลือนหายไป ซึ่งทำให้พื้นที่อยู่อาศัย กลายเป็นพื้นที่แห่งประสบการณ์ตามที่แต่ละคนต้องการ ซึ่งแนวคิดนี้เองที่จะมาพลิกโฉมบ้านในทศวรรษหน้า

โดยครั้งนี้ ซัมซุงได้นำเสนอ เทคโนโลยี GEMS (Gait Enhancing & Motivating System) ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถสวมแว่นตา AR เพื่อออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็น การปีนเขา หรือเดินใต้น้ำ ร่วมกับเทรนเนอร์ส่วนตัวเสมือนจริง (virtual personal trainer) ได้จากในห้องนั่งเล่น พร้อมกับทำหน้าที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้คำแนะนำส่วนบุคคลภายหลังการออกกำลังกายอีกด้วย

ทั้งนี้ ซัมซุงยังได้เปลี่ยนมุมมองของ หน้าจอ ว่าไม่ได้เป็นเพียงแค่ผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่เป็นหน้าต่างสู่โลกกว้างที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อกับคนที่รักและเพื่อนได้ทันทีราวกับอยู่ในห้องเดียวกัน จากการทำงานร่วมกันของจอแสดงผลไมโคร แอลอีดี ซอฟต์แวร์ AI IoT และฮาร์ดแวร์ จะทำให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสกับห้องอัจฉริยะที่มอบประสบการณ์อันไร้ขอบเขต ที่ซึ่งผู้คนสามารถมองเห็นและสัมผัสได้เกือบทุกอย่างในโลกและแม้แต่พบโลกที่ไม่รู้จักได้ผ่านทางหน้าจอ

ซัมซุงยังได้เผยถึงวิวัฒนาการของการทำอาหารสมัยใหม่ที่เครื่องใช้ไฟฟ้าจะกลายมาเป็นคู่หูในการปรุงอาหาร ทั้งการเป็นพ่อครัวส่วนตัว นักโภชนาการ และผู้ช่วยในการช้อปปิ้ง โดยเทคโนโลยีและนวัตกรรมอัจฉริยะต่างๆ จะสามารถปรับแต่งประสบการณ์ด้านอาหารให้กับผู้บริโภคได้ทั้งหมด ผ่านคำแนะนำสูตรอาหารและการวางแผนอาหารที่ปรับให้เหมาะกับความชอบส่วนบุคคล นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับสถานีปลูกพืชสวนที่บ้านรวมถึง Bot Chef ผู้ช่วยเตรียมอาหารหุ่นยนต์


ชีวิตที่ปลอดภัยและยั่งยืนในเมืองอัจฉริยะ (Safer and More Sustainable Urban Life in Smart Cities)

จากการขยายตัวของความเป็นเมืองที่ได้เกิดขึ้นทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่อง ซัมซุง จึงได้สรุปวิสัยทัศน์เมืองอัจฉริยะ (Smart cities) ที่ซึ่งระบบอัจฉริยะจะถูกเปิดใช้งานผ่านสมาร์ทดีไวซ์ แพลตฟอร์ม ข้อมูล พร้อมผสานเข้ากับวิสัยทัศน์หลักของซัมซุง ที่ต้องการประหยัดพลังงาน ลดการปล่อยมลพิษ และช่วยสร้างความยั่งยืนเมื่อประชากรมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

โดยเมืองที่ชาญฉลาดและอาคารอัจฉริยะที่ใช้ AI IoT และ 5G จะเปลี่ยนวิธีการที่คนเรามีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมโดยรอบ พร้อมเพิ่มความสะดวกสบายและความสุขยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น ผู้อยู่อาศัยในอาคารอัจฉริยะจะสามารถเรียกลิฟต์ ปิดไฟ จัดการการส่งของ หรือตรวจสอบจุดจอดรถ ด้วยเพียงปลายนิ้วหรือคำสั่งเสียง เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะที่ติดตั้งในอาคารอัจฉริยะจะแจ้งให้ทราบหากต้องการการซ่อมแซมและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนที่ผู้อยู่อาศัยจะสังเกตเห็น

ทั้งนี้ เพื่อเป้าหมายในการสร้างเมืองอัจฉริยะ ซัมซุง จึงให้ความสำคัญในการทำงานร่วมกัน ผ่านการสร้างพันธมิตรกับผู้สร้างและผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ เช่น Greystar Real Estate Partners ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับโลกในสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะทำการคิดค้นโซลูชันอาคารอัจฉริยะ นอกจากนี้ ซัมซุงยังแสดงให้เห็นว่าการรวมกันของ 5G Edge computing และ AI จะเปลี่ยนประสบการณ์การเดินทางในเมือง โดยยุคใหม่ของยานพาหนะที่ใช้เทคโนโลยี 5G จะทำให้การสื่อสารระหว่างยานพาหนะกับทุกสิ่งรอบตัวเป็นไปได้อย่างราบรื่น

สร้างสถานที่ที่ดีกว่าสำหรับทุกคน (Building A Better Place for All)

ซัมซุงให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างสถานที่ที่ดีกว่าสำหรับทุกคน โดยสามเรื่องหลักที่มีความสำคัญต่อก้าวต่อไปของบริษัท คือ ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว (security and privacy) เทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดี (technology for good) และความเป็นพลเมือง (citizenship)

ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรม ซัมซุงมีความมุ่งมั่นที่จะให้การปกป้องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น โดยซัมซุงยืนยันว่าจะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลของผู้ใช้งานกับบุคคลที่สามโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลโดยตรง ซึ่ง Samsung Knox เป็นแพลตฟอร์มความปลอดภัยระดับสูงของซัมซุง ที่จะปกป้องตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ ทีวี รวมถึงเครื่องใช้ในบ้านและอื่น ๆ โดยซัมซุงมุ่งมั่นที่จะทำให้การจัดการและถ่ายโอนข้อมูลมีความโปร่งใสยิ่งขึ้นด้วยการพัฒนาด้านการปกป้องข้อมูลด้วยอุปกรณ์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) Edge computing และเทคโนโลยีบล็อคเชน

นอกจากนี้ ซัมซุงยังได้แสดงให้เห็นถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดี (technology for good) จากการนำเสนอ Relúmĭno ซึ่งสามารถช่วยให้ผู้พิการทางสายตาได้มองเห็น IGNIS เครื่องมือที่ช่วยให้นักผจญเพลิงทำงานของพวกเขาได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น และ GEMS ที่ช่วยให้ผู้สูงอายุและผู้พิการเคลื่อนไหวได้

ซัมซุงยังตอกย้ำวิสัยทัศน์หลักด้านความรับผิดชอบต่อสังคม “Together for Tomorrow! Enabling People” โดยการประกาศขยายโครงการ Samsung Innovation Campus ในปี 2563 เพื่อสานต่อหลากหลายความสำเร็จของโปรแกรมการศึกษาจากทศวรรษที่ผ่านมา โดย Samsung Innovation Campus จะให้การฝึกอบรมเกี่ยวกับ AI, IoT และเทคโนโลยีคลาวด์รุ่นล่าสุด โดยที่ผ่านมา ซัมซุงได้ให้ความรู้แก่นักเรียนนักศึกษามากกว่า 20,000 คนจาก 13 ประเทศนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2562 และวางแผนจะเพิ่มจำนวนเป็นสองเท่าในปีนี้ ซึ่งด้วยการให้การศึกษาแก่คนรุ่นหลัง ซัมซุงกำลังส่งเสริมปรัชญาที่ว่าเป้าหมายของเทคโนโลยีคือการแก้ปัญหาสังคมและให้อำนาจผู้คนในการสร้างโลกที่ดีกว่า

รีวิวหนังมือ Trading: Technical Analysis Masterclass: Master the financial markets

10:21 PM

ใครติดตามอ่าน Blog ของผมมาจะเห็นว่าผมมีเขียนเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนอยู่บ้าง โดยเฉพาะเรื่องการวิเคราะห์กราฟหุ้น ก่อนอื่นผมต้องขอเล่าน้อยนิดนึงนะครับว่าทำไมผมจึงสนใจจะเทรดหุ้น มันเกิดจากที่ผมเริ่มได้ยินคนรอบตัวผมพูดถึงเรื่องหุ้นกันมากขึ้น ได้บ้างเสียบ้าง ซึมซับมาเรื่องๆจนมันไปสะกิดต่อมอยากรู้ของผมเข้าจนได้ และทำให้ผมมีคำถามขึ้นมาในใจว่า ลงทุนในหุ้นมันทำให้รวยจริงๆหรอ??  เมื่อคำถามมา การค้นหาคำตอบจึงเริ่มขึ้น ผมเปิดดูคลิปบน YouTube เยอะมาก ผมเริ่มจากการศึกษาเรื่องพื้นฐานของการลงทุนในหุ้นก่อน เพื่อให้รู้ว่าการลงทุนมันมีกี่แบบ และแบบไหนที่จะตรงกับจริตเรา อะไรคือความรู้พื้นฐานที่เราต้องรู้บ้าง จนพอรู้บ้างว่าการลงทุนมีกี่แบบ ทีนี้ก็มาลองดูว่า ด้วยอายุของเราตอนนี้ การค่อยๆสะสมเงินในหุ้นนั้น อาจจะไวไม่พอ (ความคิดส่วนตัวของผมนะครับ) ผมเลยหันมามองที่การลงทุนระยะสั้น หรือผมเรียกว่าการ เทรดหุ้น

บทความที่เกี่ยวข้อง : ลงทุนในหุ้นมีกี่แบบ และแต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร ?? 

พอเริ่มปักธงได้ว่าจะไปทางไหน ก็ถึงเวลาลองเข้าสู่สนามจริงกันล่ะ และด้วยเทคโนโลยีสมัยนี้ที่ทำให้หลายอย่างง่ายขึ้น ผมสามารถเปิด Portfolio ได้อย่างไม่ยากด้วยเงินจำนวนไม่สูงมาก (หลักพันบาทเท่านั้น) หลังจากที่เปิดพอร์ตผมก็อยากลองวิชาจากที่ได้ศึกษามาจากคลิปต่างๆ และหนังสืออีกเล่ม ผมฝึกดูกราฟ ฝึกตีโซนพักนึง ก็เริ่มมีความมั่นใจขึ้นเล็กๆ และเริ่มเทรดหุ้นทันที ก็มีทั้งได้และเสีย แต่รู้สึกจะเสียมากกว่าได้นะ เมื่อลองสนามมาได้สักพักนึง เริ่มมั่นใจแล้วว่า พื้นฐานเรายังไม่แน่นพอ หมายถึงความรู้ทางด้านเทรดหุ้นน่ะครับ ก็เลยมาค้นหาแหล่งความรู้เพิ่มเติม จนได้มาเจอหนังสือเล่มนี้ Trading: Technical Analysis Masterclass: Master the financial markets ที่มาถมความรู้ด้านการเทรดได้เป็นอย่างดี

Trading: Technical Analysis Masterclass: Master the financial markets เป็นหนังสือภาษาอังกฤษครับ แต่อ่านได้ไม่ยากเลย คนเขียนอธิบายและมีการยกตัวอย่างให้เห็นภาพได้ชัดเจน อ่านเล่มนี้แล้วทำให้ผมมีความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้เพิ่มขึ้น
+ ความหมายของแท่งเทียน
+ พฤติกรรมของชุดแท่งเทียน
+ การวิเคราะห์ทางเทคนิค และจิตวิทยาของนักลงทุน
+ เครื่องมือ indicator ต่างๆ

หนังสือเล่มนี้เหมาะมากสำหรับคนที่สนใจลงทุนทางด้านเทคนิค และยังไม่รู้จะเริ่มยังไง หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้เราเข้าใจพื้นฐานของการวิเคราะห์เชิงเทคนิค แต่ทั้งนี้อยากให้ลองเอาความรู้ที่ได้อ่านไปทดสอบกับผลในอดีตเพื่ดูว่ามันเป็นไปตามนั้นจริงมั้ย ฝึกให้คล่อง แล้วลุยจริงได้เลย

ผมซื้อเล่มนี้มากจากเว็บ Amazon ครับ ถ้าสนใจก็แวะไปดูได้ที่ >> Click คลิกเลยจ้า

มาสเตอร์การ์ดจับมือแท็ปปี้ นำร่องเพิ่มฟังก์ชันการชำระเงินในนาฬิกาไทม์เม็กซ์

2:33 PM
มาสเตอร์การ์ดนำเทคโนโลยีการเข้ารหัสโทเค็นมาผนวกกับเทคโนโลยีสมาร์ทชิปของแท็ปปี้ เพื่อขยายช่องทางการชำระเงิน
แบบคอนแทคเลสด้วยอุปกรณ์สวมใส่อย่างมีสไตล์ ประเดิมด้วยนาฬิกาอนาล็อกของ     ไทม์เม็กซ์



มาสเตอร์การ์ด ผู้นำด้านเทคโนโลยีการชำระเงิน และแท็ปปี้ เทคโนโลยี (Tappy Technologies) ผู้นำระดับโลกด้านการให้บริการเทคโนโลยีโทเค็นในอุปกรณ์สวมใส่ (Wearable Token Service Provider) ประกาศความร่วมมือทางธุรกิจเพื่อให้อุปกรณ์สวมใส่ทุกรูปแบบจากวงการแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับหรือนาฬิกา สามารถใช้เป็นอุปกรณ์ในการชำระเงินแบบคอนแทคเลสได้โดยการฝังสมาร์ทชิป เทคโนโลยีจากแท็ปปี้ ไว้บนอุปกรณ์นั้นๆ พร้อมเสริมความปลอดภัยในการทำธุรกรรมด้วยเทคโนโลยีการเข้ารหัสโทเค็นของมาสเตอร์การ์ด โดยความร่วมมือนี้จะเริ่มจากนาฬิกาอนาล็อกจากไทม์เม็กซ์กรุ๊ป (Timex Group) เป็นที่แรก

เทคโนโลยีสมาร์ทชิปเพื่อการชำระเงินแบบคอนแทคเลส ลิขสิทธิ์จากทางแท็ปปี้ สามารถนำไปฝังหรือติดบนเครื่องประดับใดๆ ก็ได้เพื่อทำให้เครื่องประดับชิ้นนั้นๆ กลายเป็นอุปกรณ์ส่วมใสที่สามารถใช้ชำระเงินได้ ด้วยความร่วมมือนี้ แท็ปปี้สามารถนำเอาเทคโนโลยีของตัวเองมาผนวกกับเทคโนโลยี Mastercard Digital Enablement Service (MDES) ของมาสเตอร์การ์ดในการเข้ารหัสข้อมูลการชำระเงินที่มีความเสี่ยงของผู้บริโภคเมื่อผู้บริโภคใช้อุปกรณ์สวมใส่ของพวกเขาในการใช้จ่ายตามร้านค้าที่รับการชำระเงินแบบคอนแทคเลสด้วยมาสเตอร์การ์ดได้

“ผู้บริโภคที่มีความตื่นตัวด้านแฟชั่น ปัจจุบันต้องการให้แบรนด์โปรดของตนเองทำให้นาฬิกา เครื่องเพชรพลอย และเครื่องประดับอื่นๆ เป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้ชำระเงินได้ การร่วมมือกับมาสเตอร์การ์ดในครั้งนี้ทำให้แบรนด์ต่างๆ ในวงการแฟชั่นสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและถือโอกาสเพิ่มผลประโยชน์จากเทรนด์ที่กำลังมาแรงนี้ได้” เวย์น เหลียง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แท็ปปี้ เทคโนโลยี จำกัด กล่าว

แบรนด์ด้านแฟชั่นที่นำเทคโนโลยีการชำระเงินนี้มาใช้กับอุปกรณ์สวมใส่เป็นแบรนด์แรกคือ ไทม์เม็กซ์กรุ๊ป โดยจะเริ่มจากผลิตภัณฑ์ประเภทนาฬิกาและมีแผนที่จะเปิดตัวสินค้ารุ่นแรกที่สามารถใช้ชำระเงินได้ในช่วงครึ่งแรกของปี พ.ศ. 2563 ที่จะมาพร้อมกับคอลเล็กชันและสายลัดข้อมือมากมายที่มีขายแยกต่างหาก สามารถหาซื้อได้บนเว็บ Timex.com

“ตลอดระยะเวลา 165 ปี เราได้สร้างนาฬิกาฝีมือระดับคุณภาพที่ลูกค้าของเราหลงรัก ที่มีทั้งความเป็นแฟชั่น ความหลากหลายและจับต้องได้” ชอว์น ลอว์สัน คัมมิ่งส์ รองประธานอาวุโส ด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ไทม์เม็กซ์กรุ๊ป กล่าว “ต้องขอบคุณความร่วมมือในครั้งนี้กับแท็ปปี้ที่ทำให้ตอนนี้เราสามารถมอบนาฬิกาที่ใช้ชำระเงินได้อย่างสะดวกสบาย และขณะเดียวกันผลิกโฉมความสัมพันธ์ของเรากับลูกค้า เพราะเราได้มอบฟังก์ชันที่มากกว่า ที่ตามทันกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวของกลุ่มลูกค้าของเรา”

มาสเตอร์การ์ดได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ให้บริการเทคโนโลยีเรื่อยมา เช่น แท็ปปี้ ผ่าน Mastercard Accelerate ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระดับโลกที่ให้ฟินเทคและธุรกิจด้านเทคโนโลยีที่เพิ่งเกิดใหม่สามารถเข้าถึงทุกสิ่งที่จำเป็นในการเติบโตอย่างรวดเร็ว Mastercard Accelerate ทำให้ธุรกิจต่างๆ สามารถเข้าถึงโปรแกรมพิเศษจากพอร์ตโฟลิโอที่มีความหลากหลายผ่านจุดเข้าระบบจากเพียงที่เดียว (Single Entry-Point) ได้อย่างง่ายดาย มอบความช่วยเหลือและการสนับสนุนแก่สตาร์ทอัพและธุรกิจใหม่ในทุกๆ ช่วงของการเติบโตและปฏิรูปธุรกิจ อาทิ การเข้าสู่ตลาดและการขยายธุรกิจสู่ระดับสากล

โปรแกรมบนแพลตฟอร์ม Accelerate ที่เชื่อมต่อมาสเตอร์การ์ดกับแท็ปปี้เรียกว่า Mastercard Engage เป็นโปรแกรมแรกที่จะเสาะหาธุรกิจด้านเทคโนโลยีที่ผ่านคุณสมบัติที่ตั้งไว้ จากนั้นจะเชื่อมต่อธุรกิจเหล่านี้เข้ากับลูกค้านับพันของมาสเตอร์การ์ดเพื่อช่วยขยายการดำเนินงานให้กับธุรกิจนั้นๆ อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

“นวัตกรรมที่แท็ปปี้นำเสนอ เสริมแกร่งด้วยเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยด้วยการเข้ารหัสโทเค็นและระบบการชำระเงินของมาสเตอร์การ์ด เป็นแบบอย่างที่ดีของความแข็งแกร่งที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือที่มีส่วนในการขยายขอบเขตธุรกิจฟินเทค การเดินทางอันน่าตื่นเต้นของมาสเตอร์การ์ดในโลกอุปกรณ์สวมใส่เป็นข้อพิสูจน์ความมุ่งมั่นของเราในการผลักดันการชำระเงินแบบคอนแทคเลส ผ่านแพลตฟอร์ม Accelerate มาสเตอร์การ์ดมอบโซลูชันมากมายที่จะช่วยยกระดับฟินเทคขึ้นอีกขั้นพร้อมทั้งขยายธุรกิจของพวกเขาอย่างรวดเร็วด้วยการเข้าถึงทรัพยากรและเครื่องมือที่ทรงพลัง รวมถึงข้อมูลเชิงลึก” เบน กิลบี รองประธานอาวุโส ด้านการชำระเงินดิจิทัลและห้องแล็บทางการเงิน ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มาสเตอร์การ์ด กล่าว


****

เกี่ยวกับแท็ปปี้ เทคโนโลยี

แท็ปปี้ เทคโนโลยี (แท็ปปี้ เทค หรือ “แท็ปปี้”) คือ ผู้นำระดับโลกด้านการให้บริการชำระเงินด้วยอุปกรณ์สวมใส่ เชื่อมต่อกับธนาคารที่เป็นพาร์ทเนอร์และผู้ให้บริการบัตร ดำเนินธุรกิจทั่วทวีปอเมริกาเหนือ เอเชียแปซิฟิก และทวีปยุโรปตะวันออกกลางและแอฟริกา บริการไวท์ เลเบล (White Label) ในรูปแบบดิจิทัลและโซลูชันด้านฮาร์ดแวร์ของแท็ปปี้ได้มาตรฐานความปลอดภัยของอุตสาหกรรมและได้รับการรับรองโดยองค์กรอย่าง PCI และ EMVCo

****

เกี่ยวกับไทม์เม็กซ์กรุ๊ป

ไทม์เม็กซ์กรุ๊ป ออกแบบ ผลิต และจำหน่ายนาฬิกาทั่วโลก ไทม์เม็กซ์กรุ๊ปคือบริษัทเอกชนที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองมิดเดิลเบอรี รัฐคอนเนตทิคัต ดำเนินธุรกิจมากมายและมีพนักงานกว่า 3,000 คนทั่วโลก ในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตนาฬิการายใหญ่ของโลก บริษัทไทม์เม็กซ์กรุ๊ปได้ผลิตนาฬิกาภายใต้แบรนด์ชื่อดังมากมาย เช่น Timex, Nautica, Guess, GC, Salvatore Ferragamo, Versace, Versus และ Ted Baker

****

เกี่ยวกับมาสเตอร์การ์ด

Mastercard (NYSE: MA), www.mastercard.com  เป็น บริษัท เทคโนโลยีในอุตสาหกรรมการชำระเงินระดับโลก เครือข่ายการประมวลผลการชำระเงินทั่วโลกของเราเชื่อมต่อผู้บริโภค สถาบันการเงิน ผู้ประกอบการ หน่วยงานรัฐบาล และธุรกิจในกว่า 210 ประเทศและดินแดนต่างๆ ผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นของมาสเตอร์การ์ดช่วยให้ธุรกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การจับจ่ายซื้อสินค้า การท่องเที่ยว การดำเนินธุรกิจ และการจัดการทางการเงิน เป็นเรื่องง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อทุกคนที่เกี่ยวข้อง ติดตามความเคลื่อนไหวของบริษัทฯ ได้ทางทวิตเตอร์ที่ @MastercardAP ร่วมสนทนากับบริษัทฯ ผ่านทาง Beyond the Transaction Blog และ สมัครที่นี่ เพื่อติดตามข่าวสารล่าสุดผ่าน Engagement Bureau

มาลองยิงเลเซอร์หน้าครั้งแรกในชีวิต

7:42 PM
ณ.วันก่อนทำหน้า
คุณนาย: มี voucher เยอะพรุ่งนี้ไปยิงเลเซอร์หน้ากัน
ผม: ได้ๆเดี๋ยวพาไป
คุณนาย: มี voucher ไปยิงเลเซอร์หน้ากัน
ผม: (สัมผัสได้ถึงรังสีออร่าบางอย่าง) ได้จ่ะ
😅


นั่นแหละครับ ผมก็เลยได้มาลองยิงเลเซอร์บนหน้าครั้งแรกในชีวิต สถานทีทำคือ "ณัฐชญา คลินิก" อยู่เกือบถึงสนามบินสุวรรณภูมิละ ขึ้นทางด่วนยิงยาวมาเลย



เมื่อเข้ามาที่ร้านปุ๊บเขาก็ให้เรากรอกข้อมูลว่าเราเคยทำหน้ามามั้ย แพ้ยาอะไรมั้ย ตั้งครรภ์มั้ย เป็นประจำเดือนมั้ย 2 ข้อหลังนี่ว่าจะติ๊กว่าใช่ดูซะหน่อย แต่ใจไม่กล้า 😆

เมื่อกรอกข้อมูลเสร็จเขาก็จะพาเราเข้าห้องและนอนบนเตียง ฟังดูติดเรทนิดๆ ฮ่าๆ 😆 เมื่อนอนเรียบร้อยเขาก็จะห่อหัวเรา สภาพออกมาเป็นเหมือนรูปด้านบน แล้วเริ่มด้วยใช้ Cleansing ทำความสะอาดหน้าเราก่อน หลังจากนั้นก็เอาเจลเย็นๆมาทาที่หน้า เพื่อจะเอาเลเซอร์มาจี้ที่หน้าได้ แต่เนื่องจากแสงเลเซอร์จะสว่างมาก เขาเลยจะต้องปิดตาเราก่อน (บอกเลยว่าถ้าไม่ปิดมีตาบอด)
พนักงาน: มันจะกระตุกเล็กน้อยนะคะ
ผม: ครับ 😳
แล้วพนักงานก็เอาเลเซอร์มายิงที่หน้าผมครับ มันจะคล้ายๆกับเอาเข็มมาสะกิดที่หน้าแต่มีความร้อนนิดนึง จุดแรกที่จิ้มคือที่แก้มซึ่งเป็นจุดที่เนื้อเยอะ เลยไม่ค่อยรู้สึกอะไรมาก แต่พอมาจุดใต้ตา เอ่อแม่มเริ่มรู้สึกเยอะขึ้นว่ะ😳 แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นเจ็บนะครับ

และสิ่งที่พนักงานเตือนก็คือ
"หลังจากยิงเลเซอร์แล้วผิวหน้าจะแห้งนิดหน่อยนะคะ และพยายามอย่าโดนแดด 2-3 วัน" 
อ้าวเห้ย ไม่บอกก่อนฟะ😱 เพราะผมเป็นคนไม่ค่อยดูแลตัวเองมากนัก ไม่ชอบทากันแดด ไม่ทาอะไรที่หน้าเลย แต่ก็นะทำไปแล้วนี่ เดี๋ยวขอกันแดดและครีมบำรุงของคุณนายมาใช้ก็ดะ

สรุปเลยคือ เอาจริงๆนะทำครั้งเดียวไม่รู้ผลหรอก แถมยังต้องมาระวังแดดอีก แต่ก็ถือซะว่าได้ลองแล้วครับ 😁
 
Copyright © NPmeStory - Design my own lifestyle. Designed by OddThemes | Distributed By Gooyaabi Templates