Lifestyle

วิเคราะห์บ้านๆ

รีวิว Gadget

Latest Updates

มาลองยิงเลเซอร์หน้าครั้งแรกในชีวิต

7:42 PM
ณ.วันก่อนทำหน้า
คุณนาย: มี voucher เยอะพรุ่งนี้ไปยิงเลเซอร์หน้ากัน
ผม: ได้ๆเดี๋ยวพาไป
คุณนาย: มี voucher ไปยิงเลเซอร์หน้ากัน
ผม: (สัมผัสได้ถึงรังสีออร่าบางอย่าง) ได้จ่ะ
😅


นั่นแหละครับ ผมก็เลยได้มาลองยิงเลเซอร์บนหน้าครั้งแรกในชีวิต สถานทีทำคือ "ณัฐชญา คลินิก" อยู่เกือบถึงสนามบินสุวรรณภูมิละ ขึ้นทางด่วนยิงยาวมาเลย



เมื่อเข้ามาที่ร้านปุ๊บเขาก็ให้เรากรอกข้อมูลว่าเราเคยทำหน้ามามั้ย แพ้ยาอะไรมั้ย ตั้งครรภ์มั้ย เป็นประจำเดือนมั้ย 2 ข้อหลังนี่ว่าจะติ๊กว่าใช่ดูซะหน่อย แต่ใจไม่กล้า 😆

เมื่อกรอกข้อมูลเสร็จเขาก็จะพาเราเข้าห้องและนอนบนเตียง ฟังดูติดเรทนิดๆ ฮ่าๆ 😆 เมื่อนอนเรียบร้อยเขาก็จะห่อหัวเรา สภาพออกมาเป็นเหมือนรูปด้านบน แล้วเริ่มด้วยใช้ Cleansing ทำความสะอาดหน้าเราก่อน หลังจากนั้นก็เอาเจลเย็นๆมาทาที่หน้า เพื่อจะเอาเลเซอร์มาจี้ที่หน้าได้ แต่เนื่องจากแสงเลเซอร์จะสว่างมาก เขาเลยจะต้องปิดตาเราก่อน (บอกเลยว่าถ้าไม่ปิดมีตาบอด)
พนักงาน: มันจะกระตุกเล็กน้อยนะคะ
ผม: ครับ 😳
แล้วพนักงานก็เอาเลเซอร์มายิงที่หน้าผมครับ มันจะคล้ายๆกับเอาเข็มมาสะกิดที่หน้าแต่มีความร้อนนิดนึง จุดแรกที่จิ้มคือที่แก้มซึ่งเป็นจุดที่เนื้อเยอะ เลยไม่ค่อยรู้สึกอะไรมาก แต่พอมาจุดใต้ตา เอ่อแม่มเริ่มรู้สึกเยอะขึ้นว่ะ😳 แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นเจ็บนะครับ

และสิ่งที่พนักงานเตือนก็คือ
"หลังจากยิงเลเซอร์แล้วผิวหน้าจะแห้งนิดหน่อยนะคะ และพยายามอย่าโดนแดด 2-3 วัน" 
อ้าวเห้ย ไม่บอกก่อนฟะ😱 เพราะผมเป็นคนไม่ค่อยดูแลตัวเองมากนัก ไม่ชอบทากันแดด ไม่ทาอะไรที่หน้าเลย แต่ก็นะทำไปแล้วนี่ เดี๋ยวขอกันแดดและครีมบำรุงของคุณนายมาใช้ก็ดะ

สรุปเลยคือ เอาจริงๆนะทำครั้งเดียวไม่รู้ผลหรอก แถมยังต้องมาระวังแดดอีก แต่ก็ถือซะว่าได้ลองแล้วครับ 😁

YouTrip ผนึก เคแบงก์ เปิดตัวแอปฯกระเป๋าเงินดิจิทัลตอบโจทย์นักเดินทาง รองรับหลายสกุล ชูจุดเด่นเรทดีกว่าไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ ใช้จ่ายได้ทั่วโลก

11:34 AM
PR

YouTrip (ยูทริป) ผู้นำด้าน Multi-Currency Travel Wallet ในประเทศสิงคโปร์ จับมือธนาคารกสิกรไทย เปิดบริการกระเป๋าเงินดิจิทัลรองรับหลายสกุลเพื่อการเดินทาง (Multi-Currency Travel Wallet) เพื่อให้นักเดินทางสามารถใช้จ่ายสกุลเงินต่างประเทศได้ด้วยเรทที่ดีกว่า ชูจุดเด่นไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ ในการใช้จ่ายและใช้บริการ ไม่มีค่าธรรมเนียมแลกเงิน 2.5% ไม่มีค่าธรรมเนียมออกบัตรและค่าธรรมเนียมรายปี สามารถใช้จ่ายได้มากกว่า 150 สกุลเงินด้วยเรทที่ดีกว่าร้านแลกเงินและธนาคารอื่นๆ พิเศษสำหรับผู้ใช้งาน 50,000 คนแรกที่ใช้จ่ายผ่าน YouTrip รับฟรีโบนัส 200 บาทในบัญชี YouTrip

YouTrip ตอบโจทย์นักเดินทางด้วยแอปพลิเคชันที่สร้างขึ้นพิเศษสำหรับนักเดินทางโดยเฉพาะ ผู้ใช้งานสามารถแลกเปลี่ยน 10 สกุลเงินในแอปฯ ได้ตลอดเวลาก่อนการใช้จ่ายด้วยบัตรเติมเงินแบบคอนแทคเลส มาสเตอร์การ์ด หรือสามารถให้ระบบ SmartExchangeÔ เทคโนโลยีแลกเงินอัตโนมัติ ดำเนินการให้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้จ่ายมากกว่า 150 สกุลเงินทั่วโลก หมดห่วงเรื่องแลกเงินล่วงหน้า และยังได้เรทที่ดีกว่าเสมอ ณ เวลานั้นๆ และเพื่อความสะดวกและปลอดภัยในการใช้งาน YouTrip ยังมีระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติสำหรับการใช้งานทุกรายการ และระบบล็อกบัตรชั่วคราวทันที ในกรณีที่บัตรสูญหาย นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังสามารถกดเงินสดผ่านตู้ ATM ต่างประเทศได้ตลอดเวลาด้วยเรทที่ดีกว่า ไม่มีค่าธรรมเนียม และเสริมความมั่นใจด้วยศูนย์บริการลูกค้าสำหรับบริการ YouTrip โดยเฉพาะ ตลอด 24 ชั่วโมง

ความร่วมมือระหว่าง YouTrip และธนาคารกสิกรไทย ถือเป็นการร่วมสร้างนวัตกรรมร่วมกันครั้งแรกระหว่างบริษัทฟินเทคชั้นนำระดับภูมิภาคที่เชี่ยวชาญด้าน Travel Wallet และธนาคารชั้นนำในประเทศไทย ผู้นำด้านดิจิทัล แบงกิ้ง เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้จ่ายในต่างแดนเสมือนคนใช้งานที่อยู่ในประเทศนั้นๆ (Pay like a local) โดยตั้งเป้าผู้สมัครใช้บริการ 400,000 คนภายในปีแรก


นายพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า “ธนาคารฯ เล็งเห็นถึงศักยภาพของ YouTrip ซึ่งเป็นฟินเทค ที่พัฒนาแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน (Mobile Application) ในหลายประเทศในลักษณะของการให้บริการในระดับภูมิภาค (Regional Mobile Application) โดยเริ่มให้บริการผลิตภัณฑ์ YouTrip  ในสิงคโปร์เป็นที่แรก และได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักเดินทาง นอกจากนี้ธนาคารฯ ยังให้ความสำคัญกับธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เนื่องจากคนไทยนิยมเดินทางไปต่างประเทศจากหลายปัจจัยหนุนความสะดวกทั้ง ค่าเงิน การขยายเส้นทางการบิน และช่องทางในการหาข้อมูลและจองการเดินทางผ่านออนไลน์ ธนาคารฯ จึงได้ร่วมกับ YouTrip พัฒนาบัตร และแอปพลิเคชัน YouTrip ขึ้น โดยมีผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบของธนาคารฯ เป็นหลังบ้านในรูปแบบ “พาวเวอร์บายเคแบงก์” (Powered by KBank) และการใช้งาน YouTrip มีความเชื่อมโยงกับ K PLUS ในการทำธุรกรรมต่างๆ ให้ผู้ใช้งานมีประสบการณ์การใช้งานที่ดีเสมือนใช้งานอยู่ยนแอปพลิเคชันเดียว นอกจากนี้ YouTrip จะช่วยให้นักเดินทางวางแผนเตรียมเงิน และควบคุมการใช้จ่ายระหว่างเดินทางล่วงหน้าได้ และยังมั่นใจได้ถึงความปลอดภัยจากฟีเจอร์ภายในแอปฯ ที่ออกแบบมาควบคุมการใช้จ่ายผ่านบัตรได้อัตโนมัติ”

นางสาวจุฑาศรี คูวินิชกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง YouTrip ประเทศไทย เปิดเผยว่า “การร่วมมือกับ ธนาคารกสิกรไทย ที่เป็นผู้นำด้านดิจิทัล แบงกิ้ง และมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ทำให้ YouTrip สามารถมอบความปลอดภัยระดับธนาคารที่มั่นใจได้ รวมถึงความสะดวกสบายที่มากับการผสานการทำงานแบบไร้รอยต่อ (seamless integration) กับแอปพลิเคชัน K PLUS ทำให้ YouTrip สามารถส่งมอบประสบการณ์การใช้งาน Travel Wallet ที่ไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ ในการใช้จ่ายและใช้บริการ ด้วยเรทที่ดีกว่า และสะดวกสบายในการสมัครใช้งานและเติมเงิน ให้สามารถทำได้จากทุกที่ ทุกเวลา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจากการร่วมมือครั้งนี้ นักเดินทางชาวไทยจะมีทางเลือกที่ดีกว่าในการใช้จ่ายในสกุลเงินต่างประเทศ”

“ทั้งมาสเตอร์การ์ดและ YouTrip มีจุดมุ่งหมายเดียวกันที่จะมอบโซลูชั่นด้านการชำระเงินที่ราบรื่นและสะดวกสบายให้กับนักเดินทาง ไม่ว่าเขาจะเดินทางไปไหนและเมื่อไหร่ การร่วมมือครั้งนี้ มาสเตอร์การ์ด มุ่งหวังที่จะให้ความสำเร็จของ YouTrip ในประเทศสิงคโปร์เกิดขึ้นแบบเดียวกันกับทุกๆ ประเทศในภูมิภาคนี้ เรามีความตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ที่ได้ร่วมมือกับ YouTrip ในการยกระดับประสบการณ์ของนักเดินทางชาวไทย” ไอลีน ชูว ผู้จัดการประจำประเทศไทยและเมียนมาร์ มาสเตอร์การ์ด กล่าว

ข้อเสนอสุดพิเศษ
YouTrip เปิดให้ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ผู้ใช้งานสามารถสมัครง่าย ได้ภายใน 3 นาที เพียงเชื่อมต่อกับบัญชี K PLUS ได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ต้องไปธนาคาร ไม่ต้องใช้เอกสาร พิเศษสุด!! รับเลย 200 บาท เมื่อใช้จ่ายครั้งแรก ไม่มีขั้นต่ำ เฉพาะ 50,000 คนแรก โดยจะได้รับเงินเข้าบัญชี YouTrip ภายในเดือนธันวาคม 2562

คุณสมบัติหลักของ YouTrip

+ Multi-Currency Travel Wallet ที่สามารถใช้จ่ายในต่างประเทศมากกว่า 150 สกุลเงิน ด้วยเรทที่ดีกว่า ผ่านบัตรเติมเงิน แบบคอนแทคเลส มาสเตอร์การ์ด

+ ไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ ในการใช้จ่ายและใช้บริการ ไม่มีค่าธรรมเนียมแลกเงิน 2.5% ไม่มีค่าธรรมเนียมออกบัตร และค่าธรรมเนียมรายปี

+ ไม่มีค่าธรรมเนียมกด ATM ต่างประเทศ 100 บาท จนถึง 31 มกราคม 2563

+ แลกเงินล็อกเรทล่วงหน้าได้ 10 สกุลเงิน ทุกที่ ทุกเวลา สกุลเงินที่สามารถแลกเก็บได้ คือ JPY, SGD, HKD, USD, EUR, GBP, AUD, CHF, CAD และ THB

+ ระบบ SmartExchangeÔ เทคโนโลยีแลกเงินอัตโนมัติ เพื่อความสะดวกในการใช้จ่ายมากกว่า 150 สกุลเงินทั่วโลก หมดห่วงเรื่องแลกเงินล่วงหน้า และยังได้เรทที่ดีกว่าเสมอ ณ เวลานั้นๆ โดยไม่มีค่าธรรมเนียม

+ ศูนย์บริการลูกค้าสำหรับบริการ YouTrip โดยเฉพาะ ตลอด 24 ชั่วโมง

+ รับเลย 200 บาท เมื่อใช้จ่ายครั้งแรกไม่มีขั้นต่ำ เฉพาะ 50,000 คนแรก ซึ่งจะได้รับเงินเข้าบัญชี  YouTrip ภายในเดือนธันวาคม 2562


เกี่ยวกับ YouTrip

YouTrip คือ สตาร์ทอัพด้านการเงิน ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มุ่งมั่นในการสร้างบริการทางการเงินในสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดให้กับนักเดินทาง เปลี่ยนโลกของการใช้จ่ายระหว่างเดินทางและบริหารค่าใช้จ่าย ในการท่องเที่ยว YouTrip มีจุดมุ่งหมายที่จะช่วยผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บริหารการเงิน ให้ง่ายและชาญฉลาด โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นนักเดินทาง ตั้งแต่เริ่มให้บริการครั้งแรกที่สิงคโปร์ในปี 2561 สำหรับการให้บริการในประเทศไทยนั้น YouTrip ร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในการเปิดให้บริการ Multi-Currency Travel Wallet แรกของประเทศในเดือนพฤศจิกายน 2562

สังคมและการทำงานของบริษัทขนาดเล็ก vs ขนาดใหญ่

11:15 PM

ผมเคยไปนั่งทำงานใน Co-working space แห่งหนึ่ง เห็นคนนั่งคุยงานกัน เชื่อว่าในนั้นจะต้องมีบริษัทเกิดใหม่ และบริษัทเล็กๆหลายบริษัทอยู่รวมตัวกันในนั้นมากมาย ทำให้ความนึกคิดนึงลอยขึ้นมาในหัว เกี่ยวกับสังคมและการทำงานของบริษัทขนาดเล็ก vs ขนาดใหญ่

บริษัทเล็กส่วนใหญ่จะอยู่กันอย่างอบอุ่น เพราะด้วยความที่มันเล็ก มีคนอยู่ไม่กี่คนทำให้ต้องช่วยเหลือกัน ดูแลกัน ซึ่งผลที่ตามมาก็คือการทำงานหนักและหยุดงานนานไม่ได้ เพราะแต่ละคนก็งานเยอะล้นมือกันอยู่แล้ว หากเราหยุดไปนาน แล้วใครจะมาทำหน้าที่แทนเรา

แต่เมื่อองค์กรเติบโตเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ความอบอุ่นจะค่อยๆจางหายไป ความช่วยเหลือกันยังคงมีอยู่บ้าง แต่ที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือความแข่งขัน ความริษยากัน ระบบจะเริ่มเข้ามาครอบเราอีกที ทำให้เกิดหลายๆสิ่งตามมาเช่น KPI หรือเดี๋ยวนี้อาจจะต้องเป็น OKR ของแต่ละส่วน ซึ่งนำไปสู่สังคมต่างคนต่างอยู่ นั่นหน้าที่เรา นั่นไม่ใช่ เป็นต้น แต่ก็เพราะระบบที่เข้ามานั้น มันก็ช่วยให้งานเบาลง มีทีมงานที่ทำหน้าที่แบบเราอยู่ หรือมีลูกน้องคอยช่วยเหลือ นั่นทำให้เราสามารถลางานไปเที่ยวได้ยาวนานขึ้นนั่นเอง

บทความที่เกี่ยวข้อง ความรู้ด้านการบริหาร: ทุกเรื่องที่อาจยังไม่เคยรู้ของ OKR จาก ศ.ดร.นภดล ร่มโพธิ์

สุดท้ายก็อยู่ที่แต่ละคนว่าชอบบรรยากาศของงานแบบไหนมากกว่ากัน และถ้าคุณเป็นพนักงาน อยากทำงานในสิ่งแวดล้อมไหน และหากคุณเป็นเจ้าของกิจการ อยากเป็นเจ้าของกิจการขนาดไหน

#NPLIFESTYLE ดูมาแล้วเลยแวะมารีวิว Maleficent : Mistress of Evil


Well well ... Maleficent : Mistress of Evil ภาคใหม่นี้ทิ้งระยะเวลาจากภาคก่อนหน้าถึง 5 ปีด้วยกัน (เอาจริงๆไม่คิดว่าจะทำภาคใหม่ออกมาด้วยซ้ำ) ตอนเห็นตัวอย่างแรกๆ ก็นึกแปลกใจอยู่เหมือนกันว่าจะเล่าเรื่องออกไปยังไง เพราะภาคที่แล้วก็ดูจบอย่างสวยงามแฟรี่เทลมากๆ​

และเมื่อเข้าไปดูมาแล้ว ผมมีความรู้ว่าเนื้อหาของภาคนี้ก็ยังคงไม่มีความซับซ้อนแต่อย่างใด แค่ดูซีเรียสขึ้น ดูโตขึ้น ฉากแอคชั่นมากขึ้น แต่สิ่งที่หนังเรื่องนี้ยังคงเน้นคือความรักระหว่าง Maleficent และ ออโรร่า ราชินีแห่งมัวร์ รับบทโดย 'แอล แฟนนิง' หน้าตานางไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ยังดูเหมือนตอนเมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยเฉพาะตอนนางยิ้ม โลกสดใสขึ้นมาทันที ส่วนตัวคุณแม่ (แองเจลิน่า โจลี่) ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเช่นกัน ยังคงสวยและดูสง่าเหมือนเดิม และในภาคนี้เราจะได้เห็นเผ่า “ดาร์กเฟย์” ซึ่งเป็นเผ่าของ Maleficent เผ่าพันธุ์ของเทพมีปีก อ่อ แต่เจ้าชายฟิลลิปเปลี่ยนคนเล่นนะ ภาคก่อนหน้าเป็น 'เบรนตัน ทเวทส์' ที่หน้าเหมือน 'ณเดชน์ คูกิมิยะ' แต่เนื่องจากติดถ่ายซีรี่ส์ Titan ของ DC เลยมาเล่นให้ไม่ได้ ก็เลยมาเป็น 'แฮร์ริส ดิคคินสัน' มารับบทนี้แทน


ขอสรุปแบบนี้ละกัน ถึงแม้จะดูซีเรียสขึ้นแต่ก็ยังคงความเป็นแฟรี่เทลไว้ได้เป็นอย่างดีนะครับ

เรื่องนี้ผมดูโรง IMAX บอกเลยว่าภาพมันสวยงามสุดๆเลยครับ โดยเฉพาะฉากในป่าแห่งอาณาจักรมัวร์ แสงสีมันแฟนตาซีมากครับ แนะนำว่าควรดู IMAX เลยครับ (ลองพิมพ์หาส่วนลดค่าบัตนใน Google หรือ Facebook ดูนะครับ)


รีวิวมือถือ Huawei Nova 5T


Huawei Nova 5T ผมได้มันมาด้วยความไม่ได้ตั้งใจจริงๆครับ เหตุมันเกิดที่ว่ามือถือเครื่องเก่าของผม (Huawei p10plus) หน้าจอแตกเพราะหล่นจากระดับความสูงที่ผมยืน กระทบกับพื้นซีเมนต์แข็งๆจนทำให้หน้าจอแตกนั่นแหละครับ (จะบรรยายทำไม) คือไอ้ก่อนหน้านี้มันก็หล่นมาหลายครั้งแล้วนะ มันไม่แตก แต่ทำไมครั้งนี้มันดันแตก นั่นแหละครับผมเลยต้องมองหามือถือใหม่

ต้องบอกว่าเราใช้ P10Plus มาแล้วโอเคนะ โอเคมากด้วย ทีนี้ก็ลองเอาแนวคิดของ minimalism มาใช้ดู คิดถึงความจำเป็นเป็นหลัก โดยถามตัวเองว่า ที่จริงเราต้องการมือถือที่รุ่น Top ขนาดนั้นเลยรึเปล่า เราใช้ฟังก์ชั่นมือถือครบมั้ย และส่วนใหญ่เราใช้ฟังก์ชั่นอะไรบ่อย และถ้าหากผมจะใช้ตระกูล "P" เหมือนเดิม อะไรคือข้อแตกต่าง (นอกเหนือจากสเปกที่มันเขียนๆอยู่นะ) กล้องตระกูล P จะเป็นเลนส์ของ Leica ก็มาถามตัวเองว่ามันจำเป็นมั้ย ไม่มีแล้วจะถ่ายรูปไม่สวยหรือแย่ลงกว่าเดิมมั้ย

เมื่อถามตอบกับตัวเองจนครบทุกข้อละ ก็มาจบที่มือถือรุ่นนี้แหละครับ Huawei Nova 5T ผมดูสเปกเบื้องต้นก็โอเคอยู่ครับ จุดที่ผมดูก็คือ หน่วยความจำ ครับ

หน่วยความจำของรุ่นนี้อยู่ที่
- RAM 8GB
- ROM 128GB
จากที่เคยใช้มือถือมา หน่วยความจำเท่านี้ผมว่ามันดีเลยทีเดียว ไม่น่าจะหน่วง(เร็ว)


สีนี้เป็นสีเฉพาะของรุ่นนี้ครับ ด้านหลังเป็นลายเขียนว่า nova ด้วยนะ กล้องมีถึง 4 ตัวด้วยกัน

เมื่อได้มาผมก็ลองเล่นๆดูอยู่พักนึง ก็เพิ่งรู้ว่ากล้องของรุ่นนี้มันโอเคมากเลยแฮะ เพราะว่ามันสามารถถ่ายรูปทีมีขนาดใหญ่ถึง 8,000 x 6,000 หรือ 16 MB แถมมีเลนส์ Wide อีกต่างหาก แต่ก็เพิ่งรู้นะว่าเลนส์ Wide มันไม่สามารถใช้ได้กับโหมดถ่ายรูปขนาดใหญ่ หรือรูปที่มีความละเอียดสูง อันนี้ผมเดาว่าเลนส์มันเป็นคนละตัวกัน หมายถึงเลนส์ที่ถ่ายเพื่อความละเอียด กับเลนส์ Wide มันเป็นคนละเลนส์ มือถือมันจะไม่เหมือนกล้องถ่ายรูป ที่สามารถเอาเลนส์มาซ้อนกันได้ แต่สำหรับมือถือแล้วแต่ละเลนส์มันจะต้องแยกกัน ผมอธิบายเข้าใจใช่มั้ยครับ ^^' ผมชอบเลนส์ Wide มากบอกเลย เพราะก่อนหน้านี้ผมเคยต้องหาซื้อเลนส์แยกที่ต้องเอามาหนีบหลังมือถืออีกทีเพื่อที่จะถ่ายรูปในมุมกว้าง จนตัวที่หนีบมันหัก ผมก็เลิกถ่ายรูปมุมกว้างไปเลย เพราะขี้เกียจซื้อใหม่ พอมันมาอยู่ในมือถือ Nova 5T เลย งวดนี้ถ่ายมันส์เลยครับ

นี่เป็นรูปตัวอย่างครับ
รูปนี้ถ่ายแบบย้อนแสง
รูปมุมกว้าง

แต่ข้อที่ถือเป็นจุดด้อยที่สังเกตุได้ก็คือ มันหนักครับ หนักกว่า Huawei p10plus ซะอีก แต่ได้ยินเขาพูดมา (เขาคือใครไม่รู้) ว่า ที่หนักเพราะแบต ก็เลยคิดว่า หากแบตที่หนักขึ้นแต่ทำให้แบตอยู่อึดขึ้น และชาร์จเร็วขึ้น ผมก็ยอมนะ

สรุปเลยละกัน จากที่ผมใช้มันมาประมาณเดือนกว่าๆ ผมชอบมือถือ Huawei Nova 5T มากครับ และราคาก็อยู่แค่หมื่นเศษๆเอง หรือประมาณ 10,900 บาท ผ่อน 0% 10 เดือน เท่ากับผ่อนเดือนละ 1,090 บาทเอง เบาๆสบายกระเป๋าครับ

ผมจะเริ่ม minimal ชีวิตผมละนะ

9:44 PM

เมื่อตัดสินใจแน่วแน่ในแนวทางแล้วนั้น สิ่งต่อไปที่ควรจะทำคือ คิดว่าจะเริ่มยังไงดี ผมเลยลองแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ดูตามนี้ครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง อะไรที่ผมชอบเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์แบบ MINIMAL

1. เสื้อผ้าที่ใส่ - เสื้อผ้าที่ผมใส่ส่วนใหญ่เลยคือเสื้อคอวีไม่มีลายอะไร แต่แอบมีหลายสีอยู่เหมือนกัน ถามว่ามีเสื้อมีลายบ้างมั้ย ก็มีอยู่นะ เอาไว้ใส่วันหยุด สำหรับเรื่องเสื้อผ้าผมคงยังไม่ปรับอะไร

ทำเป็นภาพการ์ตูนเพื่อลดความรกของห้องลงหน่อย ว่าแต่มันช่วยมั้ยครับ

2. ข้าวของเครื่องใช้ภายในห้อง - ข้อนี้เรียกได้ว่าผมสอบตกอย่างแรง อย่างที่เคยบอกไว้ในบทความก่อนหน้าว่าผมเป็นคนขี้เผื่อ สิ่งของหลายอย่างในชีวิตผมๆแทบจะไม่ได้แตะมันด้วยซ้ำ มีเอาไว้แค่คิดว่าเผื่อมันจะได้ใช้ เคยเป็นมั้ยครับ สิ่งที่จะต้องดำเนินการต่อคือ แบ่งสิ่งของออกเป็น

2.1 ของที่ทิ้งได้เลย พูดง่ายๆคือ ของที่ไม่มีใครจะเอาไปใช้ต่อได้ เช่น เอกสารเก่าๆ หรือพวกบัตรรถโดยสารจากเมืองนอกที่เราคิดว่าจะเอามาเป็นของที่ระลึก เป็นต้น

2.2 ของที่พอจะขายต่อได้ สิ่งของในกลุ่มนี้จะเป็นของที่ยังพอจะมีคุณค่ากับคนบางคน และมีมูลค่าในตัวมันเองที่สูง เช่น หนังสือเก่า ของที่มีคนสะสม เป็นต้น

2.3 ของที่จะเอาไปบริจาค อันที่จริงมันคล้ายกับข้อ 2.2 นะ ของที่จะบริจาคได้คือสิ่งๆนั้นมันมีคุณค่ากับคนอื่นๆอยู่ แต่สำหรับผมๆจะบริจาคของที่ที่ยังมีประโยชน์กับคนอื่น แต่จะมีมูลค่าไม่สูงนัก เช่น เสื้อผ้า อุปกรณ์เครื่องเขียน เป็นต้น แต่อันที่จริงบางคนอาจจะไม่จำเป็นต้องมีข้อ 2.2 ก็ได้นะ จะบริจาคมัมให้หมดไปเลยก็ได้ครับ แต่ผมเลือกที่จะขายบางส่วนครับ

ผมว่าเอาประมาณนี้ก่อนละกัน คิดว่าถ้าทำได้หมด ห้องก็คงโล่งไปเยอะละ แล้วค่อยมาดูสเต็ปต่อไปหลังจากห้องโล่งละกัน

##แถมให้##

ผมชอบดูคลิปของนายคนนี้ครับ เขาชื่อ Matt D'Avella เป็น Minimalist ที่อยู่กับคนที่ไม่ minimal เลย คือ ภรรยาของเขา เขาทำคลิปดูเพลินดี เลยแปะมาให้ดูกันเล่นๆ คลิปนี้เขาโชว์ให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของเขา ลองดูกันครับ


หากชอบคลิปของนายคนนี้ แนะนำให้ตามได้ที่ >> Matt D'Avella Channel

#NPLIFESTYLE ดิ่ง เครียด ดาร์ค กับ Joker 2019 ... แต่ชอบนะ


Joker เรื่องนี้ตอนเห็นตัวอย่าง บอกเลยว่าอยากดูมาก พอถึงเวลาหนังเข้าฉาย ผมรีบหารีวิวอ่านก่อนเลย ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการแสดงของ นาย วาคิน ฟีนิกซ์ คือสุดยอด แต่ทว่าตัวเรื่องราวนั้นมันจะดึงคนดูให้รู้สึกหดหู่ เห็นมีข่าวออกว่ามีคนต้องไปบำบัดกันเลยทีเดียว เมื่อได้รับข้อมูลข่าวสารมาตามนี้ ก็แอบมีความกลัวอยู่นิดๆ แต่ความอยากดูเอาชนะทุกสิ่ง เลยตัดสินใจไปดูครับ

บอกเลยว่าเป็น 2 ชั่วโมงที่มีแต่ความเครียด ความหดหู่ ที่ดึงเราให้จมไปพร้อมกับ อาร์เธอร์ เฟล็ค (Joker) คือชีวิตเขาบัดซบตั้งแต่เริ่มเรื่องเลยครับ หนังเล่าให้เราได้เห็นปมชีวิตต่างๆที่หล่อหลอมให้คนๆหนึ่งที่มีความไฝ่ฝันที่อยากจะทำให้ทุกคนมีเสียงหัวเราะ จนสุดท้ายกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของอาชญากร หนังมีจุดพลิกอยู่เหมือนกันต้องไปดูเองในโรงครับ

ยังไงต้องขอพูดถึงการถ่ายทอดบทบาท อาร์เธอร์ เฟล็ค หรือ Joker ของนาย วาคิน ฟินิกซ์ กันหน่อย พูดเลยว่าหนังเรื่องนี้จะไม่สมบูรณ์ถ้าไม่ได้นายคนนี้มาแสดง นอกเหนือจากการลดน้ำหนักลงอย่างบ้าระห่ำแล้วนั้น ขอบอกเลยว่า เฮียแกเล่นจนผมรู้สึกได้เลยว่าเขาเป็นตัวละครตัวนั้นเลยจริงๆ โดยเฉพาะฉากที่พยายามจะหยุดหัวเราะ คือมันใช่อ่ะ เขากำลังพยายามที่จะหยุดหัวเราะจริงๆ และถ้าสังเกตุดีๆตลอดทั้งเรื่องจะเห็นบุคลิคขี้แพ้ของนายอาเธอร์ จนได้ถูกปลดปล่อยกลายเป็น Joker บุคลิคของเขาจะเปลี่ยนไป ดูไม่สับสนในชีวิตแล้ว และค่อนข้างมั่นใจใจสิ่งที่ทำ อยากให้จับตาดูการแสดงของ วาคิน ฟีนิกซ์คนนี้จริงๆ

สิ่งที่ผมรู้สึกได้คือ หนังเรื่องนี้มันให้อารมณ์เดียวกับตอนที่ผมไปดูงานศิลปะที่เป็นแนวหดหู่ ทั้งเพลงแบล็คกราว คือมันให้อารมณ์เดียวกันเลย การดูหนัง​เรื่องนี้เหมือนเราเข้าไปเสพงานศิลป์เลยครับ และอีก 2 สิ่งที่ชอบมากจากหนังเรื่องนี้คือ เพลง และการจัดแสงของหนังเรื่องนี้ครับ มันสวยงามมากๆสำหรับผม

ใครที่ชอบดูหนังซุปเปอร์ฮีโร่ ชื่นชอบแบทแมน (Bat Man) ผมบอกได้เลยว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่ทางครับ แต่เป็นการบอกเล่าถึงตัวร้ายอันดับหนึ่งของแบทแมนได้เป็นอย่างดี เป็นหนังของฝั่ง DC ที่ผมชอบมากที่สุด ณ ตอนนี้เลยครับ

อะไรที่ผมชอบเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์แบบ Minimal

8:41 AM

สำหรับผมแล้วการใช้ชีวิตแบบมินิมอล (Minimal Lifestyle) นั้น มันคือการอยู่อย่างพอเพียง มี/ใช้สิ่งของเท่าที่จำเป็น ซึ่งมันจะทำให้เราต้องมีสติให้มากขึ้นเวลาที่เราจะซื้ออะไรเข้าบ้านสักครั้งหนึ่ง

บทความที่เกี่ยวข้อง MINIMALIST ชีวิตเรียบง่าย

วิธีสังเกตตัวเองว่าเป็นมนุษย์มินิมอล (Minimalist) รึเปล่า

1. เอาง่ายๆเลยครับให้เราลองสังเกตว่าเรามีเสื้อผ้าที่ไม่ค่อยได้หยิบมาใส่บ้างรึเปล่า (ยกเว้นชุดที่ใส่ตามโอกาส เช่น สูท เป็นต้น)
2. เวลาจะเลือกเสื้อผ้าใส่ที เราใช้เวลานานมั้ย
3. คล้ายกับข้อแรก ให้สังเกตดูว่าเรามีสิ่งจองที่เราไม่ได้ใช้เลยเป็นระยะเวลา 3 เดือนรึเปล่า

ผมเชื่อว่าหลายๆคน(รวมถึงผมเองด้วย)มีเสื้อผ้าที่ไม่ได้หยิบมาใส่เท่าไหร่อยู่ ใช้เวลาเลือกชุดบ้าง และมีของที่เราไม่เคยหยิบมันเลยเป็นระยะเวลานานมาก(3 เดือนขึ้นไป) นั่นแปลว่าเราห่างไกลจากคำว่า 'มินิมอล' เลยครับ ผมเองมีครบเลย ผมเป็นคนชอบเผื่อ ชอบให้มีทางเลือกเยอะๆ แต่เคยสังเกตมั้ยครับว่า ไอ้ทางเลือกเยอะๆหลายครั้งมันก็เป็นปัญหานะ อย่างน้อยก็กับตัวผมเองเนี่ยแหละ ผมมักจะรู้สึกว่าผมเสียเวลากับการเลือกเสื้อผ้าใส่ หรือหลายๆครั้งหาที่เก็บของไม่ได้เพราะมีของอยู่เต็มตู้แล้ว (แถมไม่ค่อยได้หยิบมาใช้ด้วยซ้ำ) นี่เป็นแค่การยกตัวอย่างบางส่วนเท่านั้นนะครับ

ที่นี้เรามาพูดถึงข้อดีของการเป็นมนุษย์มินิมอล (Minimalist) 

1. สิ่งที่เราได้กลับมาเลยแน่ๆคือ 'เวลา' เพราะเราไม่ต้องเสียเวลาเลือกสิ่งต่างๆเยอะ โดยเฉพาะเสื้อผ้า
2. หาของเจอง่าย (เพราะเหลือแต่สิ่งที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น)
3. และด้วยที่เรามีของแต่ที่จำเป็นเท่านั้น หากเราจะมองหาบ้าน เราจะไม่อยากได้บ้านที่ใหญ่โตจนเกินไป และนั่นทำให้เราทำความสะอาดบ้านได้ง่ายขึ้น
4. เราจะประหยัด เพราะการที่จะซื้ออะไรสักอย่างเราจะต้องคำนึงถึงความจำเป็นมาก่อน
5. Minimalism สามารถใช้ได้กับทุกสิ่งรวมถึงการทำงาน หากเรามุ่งแต่สิ่งที่จำเป็นซึ่งคือ 'งาน' เราจะไม่ไปนั่งไถฟีดบนโลกโซเชียล ซึ่งเราๆก็รู้อยู่ว่ามันกินเวลาของเราได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เรามีประสิทธิภาพในการทำงานที่มากขึ้น

ข้อดีที่นึกออกก็มีอยู่ประมาณนี้ครับ แต่แค่นี้มันก็ทำให้ผมชอบไลฟ์สไตล์แบบนี้ และพยายามจะนำมาใช้กับตัวเองให้ได้มากที่สุด หากใครชอบมาครับ มาตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากชีวิตกัน
 
Copyright © NPmeStory - Design my own lifestyle. Designed by OddThemes | Distributed By Gooyaabi Templates