Lifestyle

วิเคราะห์บ้านๆ

รีวิว Gadget

Latest Updates

ซัมซุงเปิดตัว “หุ่นยนต์ถูพื้น JetbotTM Mop” จัดเต็มนวัตกรรมการทำความสะอาด สะดวก ใช้งานง่าย เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่

8:46 PM

ซัมซุง เปิดตัว JetbotTM Mop รุ่น VR6000 หุ่นยนต์ถูพื้นอัตโนมัติรุ่นใหม่ล่าสุด ครั้งแรกในประเทศไทย ที่ถูกพัฒนามาเพื่อทำความสะอาดพื้นผิวเรียบ พร้อมระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ ช่วยเพิ่มแรงกดให้พื้นสะอาดหมดจดมากกว่า และมีระบบจ่ายน้ำอัตโนมัติ อีกทั้งยังถูกออกแบบให้มีดีไซน์กะทัดรัดเพื่อกำจัดสิ่งสกปรกพร้อมถูพื้นในทุกพื้นที่ของบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ตอบโจทย์คนยุคใหม่ ที่ต้องกำลังมองหาโซลูชั่นการทำความสะอาดที่ทรงประสิทธิภาพ พร้อมด้วยฟีเจอร์อัจฉริยะที่จะช่วยพวกเขาประหยัดแรงและเวลา




สะอาดมากขึ้น และจ่ายน้ำอัตโนมัติ 


หุ่นยนต์ถูพื้น JetbotTM Mop รุ่น VR6000 ของซัมซุงช่วยให้คุณมั่นใจในความสะอาดมากขึ้น ด้วยเทคโนโลยี Dual Spin ให้การหมุนของมอเตอร์ทั้งสองตัวสูงถึง 5,500 รอบต่อนาที ช่วยให้หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนที่ หมุน และทำความสะอาดได้พร้อมกัน ผ่านการเคลื่อนที่บนแผ่นผ้าทำความสะอาดทั้งสองข้างแทนการใช้ล้อ ทำให้น้ำหนักทั้งหมดของหุ่นยนต์ดูดฝุ่นกดลงบนแผ่นผ้าทำความสะอาด ช่วยให้การทำความสะอาดมีประสิทธิภาพมากกว่าด้วยแรงกดที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำงานร่วมกับระบบจ่ายน้ำอัตโนมัติ ให้คุณมั่นใจได้ว่าผ้าถูพื้นจะไม่แห้งระหว่างการทำความสะอาด นอกจากนี้ยังสามารถเลือกระหว่างผ้า Mother Yarn* เพื่อการกำจัดสิ่งสกปรกและคราบฝังแน่นต่างๆ หรือผ้าไมโครไฟเบอร์ สำหรับทำความสะอาดพื้นผิวที่ละเอียดอ่อน

ดีไซน์กระทัดรัด น้ำหนักเบา ยกทำความสะอาดสะดวกทุกซอกมุม 


เมื่อเติมน้ำจนเต็มถัง หุ่นยนต์ถูพื้นรุ่นล่าสุดนี้จะมีน้ำหนักเพียง 1.7 กิโลกรัม ทำให้ผู้ใช้สามารถยกขึ้นเพื่อทำความสะอาดในพื้นที่ต่างๆ ที่หุ่นยนต์ทำความสะอาดรุ่นอื่นไม่สามารถเข้าถึงได้ ด้วย Handy Mode ที่เหมาะแก่การทำความสะอาดโต๊ะ หน้าต่าง รวมถึงช่วยกำจัดคราบบนพื้นกระเบื้องและรอยขีดเขียนบนผนังได้เป็นอย่างดี

หลากหลายรูปแบบการทำความสะอาด

ผู้ใช้สามารถเลือกโหมดการทำงานให้เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละประเภท จากทั้ง 8 โหมด ไม่ว่าจะเป็น Auto Mode, Edge Cleaning, Focus Cleaning, Intensive Cleaning, ∞(Infinity) pattern Cleaning, Step Cleaning, 50 min Mode, และ Manual Cleaning เพื่อช่วยให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพมากที่สุดบนทุกพื้นผิวที่คุณต้องการทำความสะอาด ยกตัวอย่าง โหมด Edge Cleaning ที่ช่วยให้คุณสามารถทำความสะอาดมุมบ้านหรือขอบผนังผ่านการเคลื่อนที่ของแผ่นหมุนทำความสะอาดคู่ที่ยื่นออกไปด้านข้าง จะช่วยกวาดเอาเส้นผมและฝุ่นในจุดที่เข้าถึงยากออกมาได้หมดจด และเมื่อใช้คู่กับรีโมทคอนโทรลจะสามารถสลับการทำงานระหว่างโหมดต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องลุกจากเก้าอี้ให้ยุ่งยาก

ฉลาด ปลอดภัย ใช้ได้นาน


มั่นใจได้ว่าบ้านของคุณจะสะอาดอย่างปลอดภัย ด้วยระบบตรวจจับอัจฉริยะ (Smart Sensing System) ที่ใช้เซ็นเซอร์ อินฟาเรดในการตรวจจับสิ่งกีดขวาง พร้อมด้วยระบบเซ็นเซอร์ป้องกันการชนที่ช่วยลดความเสี่ยงในการพุ่งชนผนัง รวมถึงเซ็นเซอร์ป้องกันการหล่นที่อยู่ใต้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นช่วยป้องกันการหล่นลงจากขั้นบันได และระบบตรวจจับความสว่างช่วยให้หุ่นยนต์หยุดพักในจุดที่สว่างหลังการทำงาน ทำให้มองหาได้ง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้หุ่นยนต์ถูพื้น JetbotTM Mop รุ่น VR6000 ยังมาพร้อมแบตเตอรี่ความจุสูงถึง 2,150 mAH ให้คุณสามารถใช้งานต่อเนื่องยาวนานสูงสุดถึง 100 นาที* โดยไม่จำเป็นต้องนำไปชาร์จไฟระหว่างการใช้งาน

หุ่นยนต์ถูพื้น JetbotTM Mop รุ่น VR6000 วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ในราคาเพียง 9,990 บาท สามารถสัมผัสที่ซัมซุงแบรนด์ช็อปทุกสาขา ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่ https://www.samsung.com/th/vacuum-cleaners/robot-vr20t6001m1/

ซัมซุงเปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้า Galaxy S20+ BTS Edition จำนวนจำกัด พร้อมดีลสุดพิเศษพร้อมกันทั่วประเทศ 26 มิถุนายน– 4 กรกฎาคม

5:57 PM

สิ้นสุดการรอคอย เมื่อซัมซุงเปิดให้เหล่าอาร์มี่ (A.R.M.Y.) ชาวไทยเตรียมเป็นเจ้าของ กาแลคซี่ เอส 20 พลัส บีทีเอส เอดิชั่น (Galaxy S20+ BTS Edition) ที่ได้สร้างปรากฏการณ์ Sold Out ขายหมดเกลี้ยงภายในเวลาแค่ 57 นาที หลังจากเปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าในเกาหลีใต้ ผ่านช่องทาง Weverse คอมมูนิตี้แพลทฟอร์มของแฟนๆ บีทีเอสเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตอนนี้ถึงเวลาให้เหล่าอาร์มี่ชาวไทยได้มาร่วมแสดงพลัง ส่งต่อความรัก และเตรียมตัวครอบครองสมาร์ทโฟนรุ่นพิเศษนี้เป็นกลุ่มแรกของไทย ในราคา 33,900 บาท พร้อมกัน 26 มิถุนายนนี้ เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป


Galaxy S20+ BTS Edition คอลเล็คชั่นสุดพิเศษจากซัมซุงและบีทีเอส ที่นำเอานวัตกรรมกล้องวิดีโอที่ดีที่สุด ทำงานร่วมกับ AI อันทรงพลังและเซ็นเซอร์รับภาพขนาดใหญ่ของซัมซุง มารวมกับการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อเหล่าอาร์มี่โดยเฉพาะ ด้วยตัวเครื่องสีม่วงโดดเด่นสะดุดตา สื่อถึงความเชื่อใจและความรักที่มั่นคงระหว่างบีทีเอสและอาร์มี่ มาพร้อมกับลูกเล่นสัญลักษณ์รูปหัวใจสีม่วงบริเวณกล้องหลังและการสลักโลโก้ BTS บริเวณหลังเครื่องที่มีเฉพาะในรุ่นนี้เท่านั้น มาพร้อมกับธีมพิเศษต่างๆ ทั้งหน้าจอล็อคสกรีน โฮมสกรีน และแอนิเมชันตอนเปิดเครื่อง ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนุ่มๆ ทั้ง 7 คน รวมไปถึงคอมมูนิตี้แพลทฟอร์มสุดพิเศษของเหล่าอาร์มี่ อย่าง Weverse มาให้ในเครื่องเรียบร้อย และยังมีโฟโต้การ์ดสุดเอ็กซ์คลูซีฟของสมาชิกทั้ง 7 คนให้สะสม พร้อมสติกเกอร์สุดน่ารัก ให้นำไปตกแต่งสมาร์ทโฟนรุ่นพิเศษนี้ในแบบฉบับของตัวเอง สะท้อนตัวตนได้แบบไม่ซ้ำใครอีกด้วย


เหล่าอาร์มี่ชาวไทยเตรียมตัวให้พร้อม! Galaxy S20+ BTS Edition พร้อมวางจำหน่ายในไทยอย่างเป็นทางการในราคา 33,900 บาท โดยเปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าในจำนวนจำกัด! ตั้งแต่ วันที่ 26 มิถุนายน 63 เวลา 10.00 น. ถึง 4 กรกฎาคม 2563 เวลา 24.00 น. ผ่านทางออฟฟิเชียลเว็บไซต์ Samsung.com เท่านั้น[1] โดยจะเริ่มจัดส่งสินค้าในวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 สามารถติดตามรายละเอียดการจองได้ที่ https://www.samsung.com/th/smartphones/galaxy-s20/bts-edition/

หัวเว่ย Atlas 200 DK เพื่อนักพัฒนา AI ประสิทธภาพสูงสร้างสภาพแวดล้อมการพัฒนา AI ได้ด้วยตัวเอง

3:22 PM
หัวเว่ย มีการพัฒนาชิปเซ็ตเพื่อการพัฒนา AI โดยเฉพาะ ทุกวันนี้หลายธุรกิจได้นำ AI เข้าไปใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจทั้งในการพัฒนาด้านการผลิตสินค้าและการบริการให้มีความล้ำหน้ามากยิ่งขึ้น  ซึ่งชุดเครื่องมือที่จะเป็นตัวช่วยให้กับนักพัฒนา คือ Atlas 200 DK ตัวใหม่นี้ ที่จะช่วยให้นักพัฒนาแอปพลิเคชั่น AI ได้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมการพัฒนาโดยใช้โปรเซสเซอร์ Huawei Ascend 310  ซึ่งมาพร้อมกับโมดูลเร่งความเร็วอย่าง Atlas 200  สำหรับโปรเซสเซอร์ตัวนี้หัวเว่ยนำมาใช้สำหรับพัฒนา AI โดยเฉพาะ และอุปกรณ์นี้ยังมีพอร์ตภายนอกสำหรับนักพัฒนาเพื่อให้สามารถเข้าถึงและใช้ความสามารถในการประมวลผลที่ทรงพลังของโปรเซสเซอร์ Ascend 310 อีกด้วย เนื่องจากโปรเซสเซอร์ Ascend สามารถใช้งานได้แบบ Full Stack ในทุกสถานการณ์ คุณจึงสามารถพัฒนาโปรแกรมต่างๆ ด้วยชุดเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา AI Atlas 200 DK นอกจากนี้ยังสามารถนำไปติดตั้งบนอุปกรณ์อื่น เช่น Safe City, โดรน, หุ่นยนต์, เซิร์ฟเวอร์วิดีโอ และประตูอัจฉริยะ

Atlas 200 DK  มีขนาดกะทัดรัด กว้าง 13 เซนติเมตร ยาว 9 เซนติเมตร และหนา 3 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 200 กรัม อุปกรณ์นี้มีพอร์ตภายนอกให้นักพัฒนาเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย โดยตัวอุปกรณ์มีช่องระบายความร้อน ด้านข้างมีปุ่มรีเซ็ต ขณะใช้งานจะมีไฟแสดงสถานการณ์ทำงานด้านข้าง นอกจากนี้ยังมีพอร์ตให้เชื่อมต่อ USB Type C และช่อง Micro SD Card เพื่อใช้ในการ boot system  โดยรองรับความจุตั้งแต่ 8 กิกะไบต์(GB) ไปจนถึง 2 เทราไบต์ (TB) มาพร้อมช่องเชื่อมต่อเครือข่าย (Network Interface) ส่วนในการส่งข้อมูลสามารถเลือกได้ว่าจะส่งผ่านทางช่อง USB หรือทาง Network Interface

#ชวนคุย​ Excel vs. Google Sheets ใช้อะไรดีหว่า?!?

10:15 PM

ด้วยผมเป็นคนที่ทำงานกับพวกข้อมูลตลอดเวลา ใช้ฟังก์ชั่น Pivot Table หมุนไปหมุนมาอยู่ตลอด ดังนั้นโปรแกรมพวก Spreadsheet ถือว่าจำเป็นสำหรับผมมาก โดยส่วนตัวแล้วผมใช้โปรแกรมประเภทนี้อยู่ 2 ตัวด้วยกัน คือ Excel และ Google Sheets แต่ผมชอบใช้ Google Sheets มากกว่า อันที่จริงผมชอบใช้ผลิตภัณฑ์ของ Google ไม่ว่าจะเป็น Google Doc, Sheets และ Slide มากกว่าพวก MicroSoft office นะ ถึงแม้ฟังก์ชั่นหลักๆของฝั่ง Google จะสู้ MicroSoft ไม่ได้ก็ตาม

ผมขอแจงประเด็นต่างๆดังนี้นะครับ

1. ข้อดีข้อแรกเลยนะ คือตระกูล Google ไม่ต้องเสียเงินในการใช้งาน ขอแค่มีอินเตอร์เน็ตก็พอ (แต่ MicroSoft ต้องเสียค่า License รายปี) 

2. พูดถึงการใช้งาน เอาเข้าจริงๆนะ Excel สามารถทำอะไรได้เยอะกว่า และง่ายกว่ามากเลย ไม่ว่าจะเป็นการ Pivot Table ที่ใน Excel ก็ใช้ง่ายกว่าใน Google Sheets เยอะ แถมพอไปใช้งาน​บนแท็บเล็ต มันไม่สามารถทำ Pivot ได้เลย (อยากให้ใช้ได้จังเลย)

3. แต่ข้อดีที่สุดของ Google Sheets คือ มันเก็บข้อมูลไว้บน Cloud เพราะฉะนั้นผมสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องใช้คอมเครื่องเดียวกันมาเปิดทำงานก็ได้ ใช้แท็บเล็ตทำงานต่อก็ได้ หรือแม้กระทั่งบนมือถือก็สามารถทำงานต่อได้ ซึ่งเอาเข้าจริง MicroSoft office มันก็มีนะ เก็บเข้า OneDrive แต่ผมไม่ค่อยถนัด เพราะของ Google Sheets มัน Save ขึ้น Cloud ให้เลยโดยไม่ต้องกด Save ด้วยซ้ำ จะบอกว่ามันเป็นข้อดีก็ได้ มันจะเป็นในเคสที่เราทำงานแล้วลืมกด Save แล้วเกิดไฟดับ หรืออยู่ๆเครื่องแฮงค์ ถ้าเป็น Excel เราคงกรี๊ดสาวแตกกันเลย แต่หากเป็น Google Sheets มันจะ Save ของมันอยู่ตลอดเวลา ทำให้เราสามารถเปิดคอมใหม่แล้วทำงานต่อได้เลย แต่ในทางกลับกันมันก็จัดเป็นข้อเสียได้เหมือนกันครับ เพราะบางทีมันก็ทะลึ่ง Save ทับไฟล์งานสำคัญเราไปเหมือนกัน 

4. จุดที่เจ๋งมากของ Google Sheets หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆของตระกูลนี้คือ มันสามารถแชร์และอนุญาตให้เพื่อนร่วมงานเข้ามาทำงานร่วมกันแบบ Realtime ได้เลย ดังนั้นมันสามารถร่วมกันทำงานได้โดยไม่ทับซ้อนกัน เพราะหากเป็นการทำงานบน Excel คุณต้องทำให้เสร็จก่อนแล้วส่งต่อไปให้คนที่เกี่ยวข้องไปทำงานต่อ แล้วสุดท้ายเราจะเจอการ Save หลายเวอร์ชั่นมาก เวอร์ชั่น Update หรือ Update ของ Update และของ Update อีกที สุดท้ายแล้วเราก็จะงงและหยิบไฟล์ผิดไปทำงานต่อได้
เอาเป็นว่าหากคุณเป็นคนที่ทำงานแล้วจบในออฟฟิศ กลับบ้านไปไม่ต้องไปทำอะไรต่อ ผมว่าใช้ Excel ก็ดีนะ เพราะตัวมันเองสมบูรณ์แบบของมันอยู่แล้ว แต่หากว่าคุณเป็นคนที่ทำงานที่ออฟฟิศแล้วต้องไปทำงานที่อื่นด้วย หรือเป็นคนที่ทำงานจากนอกสถานที่บ่อยๆ สำหรับผมแล้ว Google Sheets เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

พบกับ Apple Music บนสมาร์ททีวีซัมซุง ได้แล้ววันนี้!

8:42 PM
มอบความบันเทิงยิ่งขึ้นบนซัมซุงสมาร์ททีวีด้วย Apple Music ที่มีเพลงให้เลือกกว่า 60 ล้านเพลงแบบไม่มีโฆษณา

กับเพลย์ลิสต์นับพันที่ได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดี พร้อม Music Video, Live Radio และความบันเทิงอื่นๆ อีกมากมาย

ซัมซุง ประกาศเป็นแบรนด์ทีวีรายแรกที่มอบบริการ Apple Music ให้ผู้บริโภคมากกว่า 100 ประเทศสามารถเข้าถึงบริการApple Music ได้ทันทีบนซัมซุงสมาร์ททีวี

เมื่อทุกคนทั่วโลกต้องใช้เวลาอยู่ในบ้านมากขึ้น ซัมซุงจึงได้ช่วยเพิ่มตัวเลือกด้านความบันเทิงและสุขภาพที่ดีกว่าบนแพลตฟอร์มของสมาร์ททีวีให้แก่ผู้บริโภค โดยสมาชิก Apple Music สามารถรับชมคอนเทนต์ความบันเทิงได้บนทีวีไลน์อัพรุ่นปี 2018 ไปจนถึงปี 2020พร้อมเลือกสตรีมเพลงกว่า 60 ล้านรายการแบบไม่มีโฆษณา หรือเลือกรับชม Music Video และฟังเพลงจากเพลย์ลิสต์นับพันรายการที่ผ่านการคัดสรรโดยผู้คร่ำหวอดและผู้นำเทรนด์ในแวดวงดนตรี หรือTastemakers ระดับโลก

สมาชิก Apple Music ยังได้รับ Daily Recommendations และรับฟังคอนเทนต์จากสุดยอดสถานีดนตรีช่อง Beats 1 พร้อมการแสดงสุดพิเศษจากศิลปินระดับโลกอย่าง Frank Ocean, Nicki Minaj, The Weeknd, DJ Khaled, Elton John ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถรับฟังคอนเทนต์พิเศษ “At Home With Apple Music” ซึ่งประกอบด้วยเพลย์ลิสต์ใหม่จากบรรณาธิการ การเข้าร่วมสนทนาแบบกลุ่มกับศิลปินจากบ้านผ่าน FaceTime ฟังบทสัมภาษณ์ เพลย์ลิสต์จากศิลปิน และคอนเทนต์อื่นๆ เพื่อสังสรรค์เชื่อมความสัมพันธ์ผ่านคอมมูนิตี้ออนไลน์ในช่วงการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing)

“เป้าหมายของเราคือการมอบประสบการณ์ความบันเทิงที่ยอดเยี่ยมที่สุดให้แก่ผู้บริโภค และในเวลานี้ที่ทุกคนใช้เวลาอยู่กับบ้านมากขึ้น เราได้เพิ่มความมุ่งมั่นมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย” ซาเลค บรอดสกี้ รองประธาน ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์พันธมิตรธุรกิจ และการพัฒนาธุรกิจ บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ กล่าว “เมื่อปีที่แล้ว เราเป็นผู้ผลิตทีวีรายแรกที่ริเริ่มการมอบบริการ Apple TV และในวันนี้เราก็เป็นผู้ริเริ่มการให้บริการ Apple Music แก่ผู้บริโภค และการร่วมมือกับ Apple ในครั้งจะช่วยมอบตัวเลือกความบันเทิงที่ไม่มีใครเทียบได้แก่ผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานี้ที่ทุกคนต้องการตัวเลือกความบันเทิงบนสมาร์ททีวีมากยิ่งกว่าเดิม”

สามารถดาวน์โหลด Apple Music ลงบนสมาร์ททีวีซัมซุงผ่าน App Store โดยลงชื่อเข้าใช้บัญชีที่มีอยู่ด้วยApple ID หรือสมัครสมาชิกผ่านทางทีวี นอกจากนี้ ยังสามารถทดลองใช้บริการ Apple Music ฟรี 3 เดือน แบบส่วนบุคคล แบบครอบครัว หรือแบบนักศึกษา


นอกจากสมาชิกจะสามารถเข้าถึงคลังเพลงมหาศาลของ Apple Music แล้ว ยังสามารถรับชมคอนเทนต์ประเภทอื่นๆ ที่กำลังได้รับความนิยม และความบันเทิงสุดเอ็กซ์คลูซีฟบนซัมซุง สมาร์ททีวีได้อีกด้วยค้นหาข้อมูลสมาร์ททีวี ของซัมซุงเพิ่มเติมได้ที่: www.samsung.com/tvs/

อมาโด้ไม่หยุดเดินหน้าขยายธุรกิจ พร้อมพาองค์กรผ่านวิกฤติ โควิด-19

3:29 PM
PR

บริษัท อมาโด้ กรุ๊ป จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ อมาโด้ (amado) ผู้เชี่ยวชาญด้านวิตามินและอาหารเสริมชั้นนำ เผยบริษัทฯ ตั้งหลักเตรียมแผนรับมือไวรัสโควิด-19 ล่วงหน้าตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดที่เมืองอู่ฮั่น ขานรับมาตรการรัฐป้องกัน โควิด-19 แบ่งทีม Work From Home และสลับทีมทำงานที่ออฟฟิศ ให้ทำงานได้เต็มศักยภาพและปลอดภัย ตั้งเป้าดูแลพนักงานกว่า 170 ชีวิต ให้ก้าวผ่านวิกฤติไปพร้อมกัน เผยบูทจำหน่ายสินค้ากว่า 40 สาขา ในห้างสรรพสินค้ารวม 40 แห่ง ขณะนี้ปิดตามคำสั่งประกาศใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แก้เกมเดินหน้าลุยทำตลาดออนไลน์ เทเลเซลล์ พร้อมเดินเกมขยายตลาด เพิ่ม “อมาโด้ ไฮ-ทัช แอลกอฮอล์ สเปรย์และเจล” ในไลน์ผลิตภัณฑ์กลุ่มบำรุงผิว เปิดช่องทางการจำหน่ายใหม่ผ่านเซเว่น อีเลฟเว่น ด้วยผลิตภัณฑ์ คอลลิจิ คอลลาเจน ซาเช่ แบบซอง ที่มีใบเฟิร์น พิมพ์ชนก มาเป็นพรีเซนเตอร์ ในขนาดพิเศษหวังบุกตลาดแมส ดันเป้าหมายทะลุ 1,200 ล้านบาท เผยเทรนด์คนไทยใส่ใจสุขภาพมากขึ้นในช่วงโควิด-19 ระบาด ส่งผลยอดขายรวมโต โดยเฉพาะตลาดต่างจังหวัด ชี้ยอดขายผ่านเทเลเซลล์มาแรงคิดเป็น 33% ของยอดขายทั้งหมด

นายธนา ลิมปยารยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมาโด้ กรุ๊ป จำกัด ผู้จัดจำหน่าย(ปลีก)ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ อมาโด้ (amado) ผู้เชี่ยวชาญด้านวิตามินและอาหารเสริมชั้นนำ จำกัด เปิดเผยว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาหรือโควิด-19  ทางบริษัทฯ เพิ่มความรัดกุมในการขนส่งสินค้า ฆ่าเชื้อคลังสินค้าแม้จะยังไม่มีบุคคลกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ รวมถึงการดูแลความสะอาดของพนักงานที่มีหน้าที่แพ็กสินค้า และบริหารงานในส่วนต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด รวมทั้งได้ขานรับมาตรการรัฐด้วยการแบ่งทีม Work From Home สลับกับทีมทำงานในออฟฟิศ เพื่อให้สามารถทำงานได้เต็มศักยภาพและปลอดภัย โดยบริษัทฯ มีเป้าหมายดูแลพนักงานจำนวนกว่า 170 คน ให้ก้าวผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

จากวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ขณะนี้ บูทจำหน่ายสินค้าของอมาโด้กว่า 40 แห่งในห้างสรรพสินค้าต้องปิดตามคำสั่งประกาศใช้ พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 อย่างไรก็ดี อมาโด้ได้มีการเตรียมแผนรับมือวิกฤติดังกล่าวล่วงหน้าตั้งแต่ทราบข่าวการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน โดยได้ประเมินสถานการณ์ควบคู่ไปกับการปรับกลยุทธ์การตลาดให้เข้ากับสถานการณ์ไว้ล่วงหน้า ด้วยการเตรียมเน้นการขายออนไลน์มากขึ้น พร้อมเน้นการขายสินค้าผ่านเทเลเซลล์ (Telesales) โดยสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสินค้าของบริษัทฯ โดยการนำสินค้าพร้อมโปรโมชันเข้าร่วมโปรโมทในรายการโทรทัศน์หลากหลายรายการในช่วงเวลา 6 เดือนที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมทั้งการเปิดตัวสินค้าใหม่ “อมาโด้ ไฮ-ทัช แอลกอฮอล์ สเปรย์ และอมาโด้ ไฮ-ทัช แอลกอฮอล์เจล” ในไลน์ผลิตภัณฑ์กลุ่มบำรุงผิว ในราคาที่สมเหตุสมผล ให้เป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคในยุคที่สินค้ากลุ่มดังกล่าวมีราคาสูงเกินความเป็นจริงและของขาดแคลนในตลาด นายธนากล่าว


นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนขยายตลาดลงสู่ตลาดมวลชน (Mass Market) มากขึ้น ด้วยการเปิดช่องทางการจำหน่ายใหม่ผ่านเซเว่น อีเลฟเว่น กว่า 7,000 สาขาทั่วประเทศ ด้วยบรรจุภัณฑ์ซองคอลลิจิ คอลลาเจน ซาเช่ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ขนาดพิเศษที่ตอบความต้องการกลุ่มลูกค้าของเซเว่น อีเลฟเว่นโดยเฉพาะ ทั้งนี้ จะเริ่มกระจายและวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในเซเว่น อีเลฟเว่น ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2563 เป็นต้นไป

“ในปี 2563 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้ 1,200 ล้านบาท จากการปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงานเพื่อรับมือและลดผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลประกอบการภาพรวมในเดือนมกราคม-มีนาคม ที่ผ่านมาของอมาโด้ มีรายได้ 300 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 200% ของช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา อีกทั้งยอดขายผ่านเทเลเซลล์ หรือการขายสินค้าผ่านรายการโทรทัศน์ที่ลูกค้าจะโทรเข้ามาเพื่อสั่งซื้อสินค้า มาแรงคิดเป็น 33% ของยอดขายทั้งหมด ซึ่งเป็นเพราะปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้คนเริ่มตระหนักและให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพของตัวเองให้สมบูรณ์แข็งแรง ดูดีอยู่เสมอ รวมทั้งมีภูมิคุ้มกันต่อโรคต่าง ๆ” นายธนากล่าวทิ้งท้าย

#วิเคราะห์บ้านๆ คู่แข่งบนเส้นคู่ขนาน

4:53 PM

เรื่องเล่าต่อจากนี้มาจากประสบการณ์ตรงของผม ซึ่งจะขึ้ให้เห็นแนวทางการบริหารของสอง CEO ที่ผมได้สัมผัสมา ลองอ่านดูครับผมว่ามันน่าจะมีประโยชน์กับใครหลายๆคน

"เขามีอะไรที่เราไม่มี"


ประโยคนี้เป็นประโยคที่ผมได้ยินตอนผมอยู่ในห้องประชุมกับนายใหญ่ของผม (เป็นอดีตนายใหญ่ไปละ) ขอเท้าความกันนิดนึงนะครับ ผมอยู่ในธุรกิจ Home Shopping ที่กำลังแข่งขันกันดุเดือดกันอย่างมาก ผมเคยอยู่ในช่องที่เคยเป็นน้องใหม่มาแรงมาก กระโดดขึ้นมาอยู่ Top5 ของกลุ่มธุรกิจ Home Shopping ได้อย่างรวดเร็วเลยทีเดียว ผมเชื่อว่าบางคนพอจะเดาได้ว่าผมเคยทำอยู่บริษัทไหนมา

เอาล่ะกลับมาที่ประเด็นประโยคจั่วหัวกันดีกว่าครับ ว่านายผมเขาหมายถึงใครกัน แน่นอนว่าธุรกิจ Home Shopping สินค้าที่เป็นหัวหอกหลักๆก็หนีไม่พ้นพวกอาหารเสริม และคนที่นายเก่าผมพูดถึงนั้นก็อยู่ในธุรกิจอาหารเสริมนั่นเอง และอยู่มายาวนานแล้วซะด้วย (นานกว่านายเก่าของผมอีก) และที่สำคัญคนๆนี้เขาเคยอยู่ในบริษัทนี้เหมือนกันครับ

ตอนนั้นที่ผมได้ยินประโยคนี้ ผมก็คิดนะว่า เอ่อ นั่นสิ เขามีอะไรที่เราไม่มี เพราะนายเก่าของผมคนนี้มีช่องทีวีเป็นของตัวเองด้วยนะครับ นั่นหมายถึงเขามีเครื่องมือที่แข็งแกร่งมากอยู่ในมือ แต่ของคนๆนั้นไม่มี นายเก่าผมมีหัวเป็นพ่อค้ามาก ทุกดอก ทุกดีลของแก ต้องมีกำไรเสมอ ซึ่งผมเชื่อว่านายเก่าผมคนนี้เป็นพ่อค้าที่เก่งมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทยเลยครับ และผมเชื่อว่าเก่งกว่าคนๆนั้นด้วย และอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้นายเก่าผมถึงยังรู้สึกว่า คนๆนั้นยังคงอยู่ในหัวเหมือนเป็นสิ่งที่ค้างคาใจอยู่ตลอดเวลา ผมบอกเลยว่า ณ ตอนนั้น ผมก็ไม่มีคำตอบ

แต่ด้วยโชคชะตาอะไรบางอย่าง ทำให้ผมได้มีโอกาสได้มาทำงานกับคนๆนั้น (ต่อไปขอเรียกว่านายใหม่นะครับ) เอาจริงๆผมก็เพิ่งมาร่วมงานกับเขาน่ะครับ แค่เวลา 31 วันนี้เอง มันทำให้ผมพอจะได้คำตอบให้กับคำถามข้างต้นบ้างแล้ว ลองมาดูคำตอบเหล่านั้นกันครับ

1. เอาจริงๆ ทั้งสองนายมีแนวความคิดที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง นายเก่าของผมเน้นสร้างแพลตฟอร์มการขาย แล้วนำสินค้าจากที่ต่างๆเข้ามาขายผ่านแพลตฟอร์มนั้นๆแล้วเก็บส่วนต่าง ถึงแม้จะมีสินค้าที่ผลิตเองบ้าง แต่ก็ไม่ได้เน้นอะไรมาก ส่วนนายใหม่นั้น เขายึดแนวทางเป็นผู้ผลิตสินค้า เน้นแบรนด์สินค้าให้เป็นที่น่าเชื่อถือ ส่วนช่องทางขายก็ใช้หลากหลายช่องทางเท่าที่มันจะมี

2. ด้วยความเป็นพ่อค้าที่ไม่ยอมขาดทุนของนายเก่า หรือแม้กระทั่งกำไรไม่ถึงที่ต้องการก็จะไม่เอาแล้ว ทำให้เขาไม่ได้ให้โอกาสกับช่องทางบางช่องทางที่ต้องมีการลงทุนแบบยอมขาดทุนไปก่อนในช่วงต้น เพื่อหาหนทางที่จะได้กำไรในอนาคต ซึ่งไม่ได้บอกว่าเขาคิดผิดนะครับ เพราะอย่างที่บอกว่าเขามีเครื่องมือที่แข็งแกร่งอยู่ในมืออยู่แล้ว นั่นคือสื่อทีวี แต่นายใหม่ ด้วยความไม่ได้มีเครื่องมือหรือสื่อเป็นของตัวเอง ดังนั้นเขาต้องดิ้นรนเพื่อหาช่องทางที่เขาสามารถทำเงินได้ตามที่เขาต้องการ

3. ทั้งนี้ก็ใช่ว่าความไม่ได้เป็นเจ้าของช่องจะมีผลร้ายเสียอย่างเดียว ด้วยความไม่มีช่องเป็นของตัวเอง ทำให้นายใหม่สามารถติดต่อกับทุกๆช่องได้อย่างสบาย ถ้ายังไม่เห็นภาพ เราเคยเห็นสินค้าของ RS mall ไปขายอยู่บนรายการของช่อง One31 มั้ยครับ บอกเลยว่าไม่มีทาง แต่นายใหม่ของผมสามารถวิ่งเข้าไปได้ทุกช่องตราบเท่าที่มีเงินจ่าย ซึ่งข้อเสียก็คือ จะต้องเสียเงินซื้อเวลาที่สูงกว่าการมีช่องทีวีเป็นของตัวเองแน่ๆ (แต่บางที่ก็มีข้อยกเว้นนะครับ)

4. นายเก่าผมเป็นนายที่ไม่ได้ลงมาดูแลลูกน้องมากนักเนื่องจากความใหญ่ของบริษัทและปริมาณของพนักงานที่มากมายนั่นเอง ดังนั้นมันเลยไม่มีความผูกพันกันระหว่างนายกับลูกน้อง ซึ่งเขาไม่ได้ผิดอะไร มันเป็นสไตล์การบริหารของแต่ละคน แต่ก็ต้องบอกเลยว่าการบริหารคนแบบนี้จะไม่สามารถรักษาคนให้อยู่ได้ ส่วนนายใหม่ของผม เขาเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับคนมาก พูดง่ายๆว่าใส่ใจลูกน้องมากจนลูกน้องรู้สึกเกรงใจ และอยากจะทำงานให้ได้ดีเพื่อเป็นการตอบแทน แต่แน่นอนว่าการบริหารงานแบบนี้ มันเหนื่อยมากๆครับ เหนื่อยทั้งใจและเหนื่อยทั้งกายเลยครับ และพอบริษัทเติบโตขึ้น มีคนมากขึ้น ระยะห่างก็จะมากขึ้นตามไปอย่างเลี่ยงไม่ได้

5. นายใหม่ผมเป็นคนไปขายเองเป็นส่วนใหญ่ เวลาไปออกรายการต่างๆที่ไปซื้อเวลาเอาไว้ บ่อยครั้งที่นายใหม่จะเป็นคนไปขายเอง มันทำให้คนดูเชื่อมั่นในแบรนด์สินค้ามากขึ้น และผลตอบลัพธ์จากที่ผมเห็นมา ถือว่าดีมากครับ แต่แน่นอนด้วยวิธีนี้เอง มันจะทำให้ยอดตกเมื่อเทปไหนเป็นคนอื่นไปขาย

ก็จากการทำงานกับนายใหม่มาประมาณเดือนนึง สิ่งที่ผมสัมผัสได้ก็จะมีตาม 5 ข้อข้างต้นนี้ ซึ่งแต่ละแนวทางของแต่ละนายก็ได้ให้ประสบการณ์ที่สำคัญกับผมทั้งนั้น และทั้งสองนายก็เป็นคนที่เก่งทั้งคู่ หากใครที่อ่านมาจนถึงตอนท้ายนี้ และอยากเดาว่านายเก่าผมเป็นใคร และนายใหม่ผมเป็นใคร ก็ลองเม้นต์กันมาได้นะครับ อิอิ

วิธีการสมัคร Youpik


1. Download แอพฯกันตามแต่ละ OS​ ของแต่ละคนนะครับ
+ Android​: https://bit.ly/npyoupikad
+ iOS: https://bit.ly/npyoupik

2. เปิดแอพฯแล้วก็มาลงทะเบียนกันได้เลยครับ โดยการลงทะเบียนสามารถทำได้หลายวิธีครับ​
+ แบบที่ 1 ลงทะเบียนผ่านเบอร์มือถือ
+ แบบที่ 2 ลงทะเบียนผ่าน​ Facebook​
+ แบบที่ 3 ลงทะเบียนผ่าน​ Line​


อันนี้เลือกเอาที่สะดวกเลยครั​บ​ แต่ยังไงเขาจะให้เรากรอกเบอร์มือถืออยู่ดี

3. เมื่อกรอกเบอร์มือถือแล้ว เขาจะให้เรากรอกรหัสคำเชิญ ช่วยผมใส่รหัสนี้ทีนะครับ​ 151942 แล้วคุณจะได้ส่วนลด 30 บาท​




4. หากต้องการหารายได้กับทาง Youpik​ ให้เข้าไปที่ Youpikker เพื่อมาเลือกซื้อสินค้าสักชิ้นนึง​ แค่นั้นเลยครับคุณก็จะเป็น Youpikker​ แล้ว


และเมื่อเราเป็น Youpikker เราก็เริ่มแชร์แล้วทำเงินกันเถอะ .... ลุย!!!!!
 
Copyright © NPmeStory - Design my own lifestyle. Designed by OddThemes | Distributed By Gooyaabi Templates