มารู้จักผลิตภัณฑ์ทางการเงิน (Financial Products) กันเถอะ
เมื่อพูดถึง "ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน" (Financial Products) ในภาพกว้างของระบบเศรษฐกิจและการลงทุน จะหมายถึงเครื่องมือหรือตราสารรูปแบบต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งการออม การระดมทุน การลงทุน หรือการป้องกันความเสี่ยงครับ
1. ตราสารทุน (Equity Instruments)
ผลิตภัณฑ์ที่แสดงความเป็น "เจ้าของกิจการ" ร่วมรับสุขร่วมรับทุกข์ไปกับบริษัท
- หุ้นสามัญ (Common Stock): ได้สิทธิโหวต ได้เงินปันผลตามผลประกอบการ
- หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock): ได้ปันผลก่อนในอัตราคงที่ แต่ส่วนใหญ่ไม่มีสิทธิโหวต
- ตราสารสิทธิอ้างอิงหุ้นทุน: เช่น Warrant (ใบสำคัญแสดงสิทธิระยะยาว 3-5 ปีต้องใส่เงินเพิ่ม) และ TSR (สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนระยะสั้นสำหรับผู้ถือหุ้นเดิม)
- ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ (DR / NVDR): ตราสารตัวแทนสำหรับลงทุนหุ้นต่างประเทศหรือล็อกสิทธิโหวตของต่างชาติ แต่ยังได้สิทธิประโยชน์ทางการเงินครบถ้วน
บทความที่เกี่ยวข้อง: ตราสารทุน คือ อะไร และมีอะไรบ้าง
2. ตราสารหนี้ (Debt Instruments)
ผลิตภัณฑ์ที่ผู้ลงทุนมีสถานะเป็น "เจ้าหนี้" ส่วนผู้ออกตราสารมีสถานะเป็น "ลูกหนี้"
- พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond): ออกโดยรัฐบาล ความเสี่ยงต่ำมาก
- หุ้นกู้เอกชน (Corporate Bond): ออกโดยบริษัทเอกชนเพื่อระดมทุน ดอกเบี้ยสูงกว่าพันธบัตรตามระดับความเสี่ยง (Credit Rating)
- ตราสารหนี้ระยะสั้น: เช่น ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) หรือตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange: B/E) อายุไม่เกิน 1 ปี สำหรับพักเงิน
3. กองทุนรวม (Mutual Funds)
ผลิตภัณฑ์ที่เป็นการ "ระดมเงินจากรายย่อย" มารวมเป็นก้อนใหญ่ แล้วจ้าง "ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ" นำไปกระจายลงทุนตามนโยบายที่ระบุไว้
- กองทุนรวมตลาดเงิน/ตราสารหนี้: ความเสี่ยงต่ำ เน้นความมั่นคงของเงินต้น
- กองทุนรวมตราสารทุน: เน้นลงทุนในหุ้นเพื่อสร้างผลตอบแทนสูง
- กองทุนรวมผสม: ผสมผสานทั้งหุ้นและตราสารหนี้ในกองเดียว
- กองทุนสิทธิประโยชน์ทางภาษี: เช่น SSF หรือ RMF สำหรับวางแผนภาษีและเกษียณ
4. ตราสารอนุพันธ์ (Derivatives)
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ "ไม่มีมูลค่าในตัวเอง" แต่จะแปรผันตามราคาของสิ่งอ้างอิง (Underlying Asset) เช่น หุ้น, ดัชนี, ทองคำ หรืออัตราแลกเปลี่ยน
- Futures (สัญญาฟิวเจอร์ส): สัญญาผูกพันที่ทั้งสองฝ่าย "ต้อง" มาซื้อขายกันจริงในอนาคตตามราคาที่ตกลงกันไว้
- Options (สัญญาออปชัน): สัญญาที่ให้ "สิทธิ" แก่ผู้ซื้อ (แต่ไม่ผูกมัด) ว่าจะซื้อ (Call) หรือจะขาย (Put) โดยมีสไตล์การใช้สิทธิที่ต่างกัน เช่น European Option (ใช้สิทธิวันสุดท้าย) หรือ American Option (ใช้สิทธิเมื่อไหร่ก็ได้)

Comments
Post a Comment