เจาะลึก "ตราสารหนี้" ฉบับเข้าใจง่าย: รู้จักประเภท หุ้นกู้ และลูกเล่นลับที่นักลงทุนต้องรู้!
เวลาพูดถึงการลงทุน หลายคนมักจะนึกถึงหุ้นเติบโตหวือหวา คริปโต หรือทองคำซะเป็นส่วนใหญ่ จนบางทีอาจจะมองข้ามพระเอกสายเซฟโซนอย่าง "ตราสารหนี้ (Fixed Income)" ไป
วันนี้ผมเลยอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักเจ้าตราสารหนี้กันแบบเข้าใจง่ายๆ ว่ามันมีกี่แบบ ใครเป็นคนออก และมีลูกเล่นอะไรซ่อนอยู่บ้าง เผื่อใครกำลังเตรียมตัวสอบหรืออยากปูพื้นฐานการลงทุนจะได้เก็ทภาพกันยาวๆ ครับ!
ตราสารหนี้ คืออะไร? (คิดซะว่าเราเป็น "เจ้าหนี้")
พูดง่ายๆ ตราสารหนี้ก็คือ "สัญญาเงินกู้" ครับ เวลาที่เราซื้อตราสารหนี้ เท่ากับว่าเรากำลัง "ให้เขายืมเงิน" โดยแลกกับการที่เขาต้องสัญญาว่าจะจ่าย "ดอกเบี้ย" ให้เราตามระยะเวลาที่ตกลงกัน และพอครบกำหนดสัญญา เขาก็ต้องคืน "เงินต้น" ให้เราครบถ้วน
ทีนี้ พอเรามาดูในตลาดจริง มันถูกแบ่งย่อยออกเป็นหลายหมวดหมู่มากๆ เพื่อให้เพื่อนๆ เห็นภาพชัดขึ้น เราลองมาแยกตาม "คนออก (Issuer)" และ "สิทธิพิเศษแฝง" กันดูครับ
1. แบ่งตาม "คนออก (Issuer)" — ใครมากู้เงินเรา?
ถ้าแบ่งตามผู้ที่มาขอยืมเงินเรา จะแบ่งออกเป็น 2 แก๊งหลักๆ ครับ:
แก๊งภาครัฐ (Government Sector): เซฟสุดๆ ไร้ความเสี่ยง
อันนี้คือรัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐมากู้เงินเราครับ ความเสี่ยงที่จะเบี้ยวหนี้แทบจะไม่มี (หรือที่เรียกว่า Risk-free)
ตัวอย่าง: พันธบัตรรัฐบาล (อันนี้อายุยาวหน่อย 3-10 ปีขึ้นไป) หรือ ตั๋วเงินคลัง (T-Bill) ซึ่งเป็นตั๋วระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี ไม่มีจ่ายดอกเบี้ยระหว่างทาง แต่วิธีซื้อคือซื้อแบบ "ลดราคา" แล้วไปรอรับเงินต้นเต็มจำนวนทีเดียวตอนครบกำหนด
แก๊งภาคเอกชน (Corporate Sector): หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อ "หุ้นกู้"
อันนี้คือบริษัทเอกชนเขาอยากระดมทุนไปขยายโรงงานหรือทำธุรกิจ เลยมาออกหุ้นกู้ขายให้ประชาชน ความเสี่ยงจะสูงกว่ารัฐบาล เพราะขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทนั้นๆ ครับ
เกร็ดความรู้: หุ้นกู้เอกชนยังมีลูกเล่นย่อยอีก เช่น หุ้นกู้มีหลักประกัน (เอาที่ดินหรือสินทรัพย์มาค้ำ อุ่นใจขึ้น), หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ (ถ้าบริษัทเจ๊ง ได้ตังค์คืนก่อนเจ้าหนี้ทั่วไป) และ หุ้นกู้ด้อยสิทธิ (อันนี้เสี่ยงกว่าชาวบ้าน ได้เงินคืนทีหลังคนอื่นเขา แต่ก็ได้ดอกเบี้ยสูงกว่าเพื่อแลกความเสี่ยง)
2. แบ่งตาม "สิทธิพิเศษแฝง (Embedded Options)" — หุ้นกู้มีลูกเล่น
หุ้นกู้บางตัวไม่ได้มาแบบธรรมดาครับ แต่มันมีลูกเล่นพิเศษแฝงอยู่ ซึ่งสนุกและออกสอบบ่อยมากด้วย มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง
Plain Vanilla (แบบธรรมดาไม่มีลูกเล่น): รับดอกเบี้ยตามนัด ได้เงินต้นคืนตอนจบ แยกย้าย ชีวิตเรียบง่าย
Callable Bond (หุ้นกู้ที่ "ผู้ออก" มีสิทธิชิงโปะคืนก่อนกำหนด):
ตัวอย่างให้เห็นภาพ: สมมติบริษัทออกหุ้นกู้ให้ดอกเบี้ยเราฉ่ำๆ 6% แต่ผ่านไปสองปี ดอกเบี้ยในตลาดลดฮวบเหลือ 3% บริษัทจะรู้สึกว่า "จ่ายแพงไปละ!" เลยขอใช้สิทธิไถ่ถอนคืนก่อนกำหนดเอาเงินมาโปะแล้วรีไฟแนนซ์ไปกู้ดอกเบี้ยถูกๆ แทน
ผลลัพธ์: นักลงทุนอย่างเราแอบเซ็ง เพราะโดนบังคับคืนเงินตอนดอกเบี้ยขาลง ทำให้ราคาหุ้นกู้ประเภทนี้จะมีเพดานจำกัดไว้ไม่ให้พุ่งสูงเว่อร์ (Price Capping)
Puttable Bond (หุ้นกู้ที่ "ผู้ถือ" อย่างเรามีสิทธิบังคับให้รับซื้อคืน):
ตัวอย่างให้เห็นภาพ: สลับกันครับ! สมมติเราถือหุ้นกู้ได้ดอกเบี้ย 3% แต่จู่ๆ ดอกเบี้ยในตลาดพุ่งกระฉูดไป 7% หุ้นกู้เดิมในมือราคาจะตกฮวบเลย แต่ถ้าเราถือ Puttable Bond เราสามารถเดินไปบอกบริษัทว่า "เฮ้ย! รับซื้อคืนฉันเดี๋ยวนี้เลยตามสัญญา" แล้วเอาเงินสดในมือไปฝากกินดอกเบี้ย 7% ได้สบายใจเฉิบ
ผลลัพธ์: ข้อนี้คือเกราะป้องกันชั้นดีของนักลงทุน ทำให้ราคาหุ้นกู้แบบนี้มีพื้นรองรับ (Price Floor) ไม่ร่วงต่ำเกินไป แม้ดอกเบี้ยตลาดจะพุ่งทะยานแค่ไหนก็ตาม
Convertible Bond - CB (หุ้นกู้แปลงสภาพ)
อันนี้สายลุ้นชอบมาก! เป็นหุ้นกู้ที่เปิดโอกาสให้เราแปลงร่างจาก "เจ้าหนี้" ไปเป็น "ผู้ถือหุ้นสามัญ" ของบริษัทได้ ถ้ากิจการโตวันโตคืน ราคาหุ้นพุ่ง เราก็แปลงร่างไปถือหุ้นรับกำไรเน้นๆ ได้เลย
สรุปทิ้งท้าย
การทำความเข้าใจเรื่องตราสารหนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเภทของผู้ออก หรือสิทธิพิเศษแฝงอย่าง Callable กับ Puttable นอกจากจะช่วยให้เราเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุนได้ตรงกับสไตล์ความเสี่ยงของตัวเองแล้ว ยังช่วยให้เรามองเกมการลงทุนในตลาดการเงินได้ขาดขึ้นอีกด้วยครับ
รอบหน้าถ้ามีเรื่องการลงทุนสนุกๆ แบบนี้อีก ผมจะเอามาเล่าให้ฟังกันใหม่นะครับ อย่าลืมติดตามกันที่ npmestory.com นะครับผม! ☕✨
Comments
Post a Comment