Saturday, June 23, 2018



หากใครที่อยากจะใช้ชีวิตแบบ Nomadic lifestyle ผมขอแนะนำหนังสือเล่นนี้เลยครับ "The 4-Hour Workweek" ของ ทิม เฟอร์ริสต์ (นายทีมเป็นใคร ลองค้นหาประวัติเขาดูได้ตาม Google นะครับ) หนังสือเล่มนี้ถือได้ว่าเป็น Bible ของเหล่า Digital Nomad กันเลยทีเดียว ต้องบอกเลยว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่หนามาก (เหมาะกับการเอามาหนุนหัวนอนที่สุด) ที่ทั้งหมด 482 หน้า ผมใช้เวลาอ่านอยู่ประมาณ 2 เดือนกว่าๆ คืออ่านตอนว่างเท่านั้นจริงๆ


ว่าแต่หนังสือนี้เล่มนี้บอกอะไรกับเราบ้างหล่ะ...



The 4-Hour Workweek หรือเอาแบบย่อๆว่า 4HWW นั้นจะพูดเรื่องการออกแบบชีวิตของเรา ให้ความสำคัญในเรื่องของเวลา การเกษียณขนาดย่อม หรือที่เรียกว่าไลฟ์สไตล์ของเศรษฐีแนวใหม่ (New Rich)

บทความที่เกี่ยวข้อง NOMADIC LIFESTYLE ไลฟ์สไตล์สุดฮิตในยุคนี้ 


4HWW จะแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 เรื่องหลักๆ อันได้แก่

D. - Define your objectives หรือภาษาไทยคือ ต - ตั้งนิยามใหม่ บทนี้ว่าด้วยการตั้งเป้าหมายในชีวิต ให้ก้าวข้ามความกลัวในใจ

E. - Eliminate หรือภาษาไทยคือ ก - กำจัด ว่าด้วยการกำจัดงานที่ไม่จำเป็นออกไป โดยใช้กฎ 80:20 ให้โฟกัสงาน 20% ที่ให้ผลกับเราถึง 80% แล้วกำจัดงานที่เหลือทิ้งไป โดยในหนังสือเล่มนี้จะบอกถึงวิธีกำจัดงานที่ทำให้เราเสียเวลา ให้เราสามารถทำงานที่ปกติเราใช้เวลาทั้งวัน มาเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง

A - Automate หรือภาษาไทยคือ ล - ลื่นไหล เป็นบทที่จะทำให้เรามีอิสระอย่างแท้จริง ซึ่งทิมจะมาบอกถึงวิธีและเครื่องมือต่างๆที่จะมาช่วยเราทำงาน

L - Liberate หรือภาษาไทยคือ ง - ง้างโซ่ตรวน คือการที่ให้กล้าออกไปใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการ การไปท่องเที่ยว ทิมเขาหมายถึงการท่องเที่ยวแบบที่เราต้องการ เที่ยวแบบไม่ต้องห่วงเรื่องงาน(มากนัก) หรือที่เรียกว่า Domadic lifestyle นั่นเอง

เอาเป็นว่าใครที่สนใจจะเป็น Digital Nomad หรืออยากใช้ชีวิตแบบ Nomadic Lifestyle แล้วล่ะก็ หนังสือเล่มนี้คือสิ่งที่คุณต้องอ่าน เพราะในหนังสือเล่มนี้มีทั้ง How to และ ตัวอย่าง และบอกถึงเครื่องมือที่เป็นประโยชน์มากมาย

หากใครอยากลองใช้ชีวิตแบบ Nomadic lifestyle ล่ะก็ ลองโหลดฟรี e-Book ของผมมาอ่านดูก่อนก็ได้ครับ มันอาจจะช่วยให้คุณเห็นภาพว่าสิ่งที่คุณสามารถทำเพื่อให้ได้ใช้ชีวิตดังกล่าวมีอะไรบ้าง เข้าไปดาวน์โหลดง่ายๆแค่แอด Line: @npmestory หรือ https://line.me/R/ti/p/%40anj0105w
ติดตาม NPmeStory ได้แล้วที่ @npmestory

Post a Comment:

Find us on facebook